าสวยเข้าไว้” เย่อวี๋หรานดึงผ้าห่มมาห่มให้
จากนั้นตะเกียงก็ถูกดับ
ยามที่สติสุดท้ายเลือนรางไป จูปาเม่ยก็นึกขึ้นได้ว่า ข้าลืมอะไรไปหรือไม่?
นอกห้องที่มืดสนิท
จูต้าและจูเอ้อร์ดึงจูเหล่าโถวกลับเข้าไปในห้อง และยังถูกชี้หน้าด่าไปคราหนึ่ง
เหตุผลนั้นง่ายมาก เพราะพวกเขาฟังเพียงหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์เท่านั้นน่ะสิ หนึ่งการประณาม หนึ่งการปฏิบัติ เขาผู้เป็นพ่อพูดมานานค่อนวัน พวกเขาสองคนเงียบเฉยไม่แม้แต่จะปริปากจนทำให้คนเขารู้สึกไม่ดี
จูเหล่าโถวโกรธแทบตาย
เขาอยากจะตะโกนเสียงดังแต่กลับกลัวว่าเพื่อนบ้านจะได้ยินเข้าจนเสียหน้า
ดังนั้นสุดท้ายแล้วคนที่ด่าคนอื่นก็คือเขา และคนที่ทนแทบไม่ไหวก็เป็นเขาเอง
หากจะบอกว่าจูต้าและจูเอ้อร์ไม่สนใจก็ไม่ถูกนัก
เขาทั้งสองคนลองเกลี้ยกล่อมแล้วแต่จูเหล่าโถวหาได้ฟังไม่ เขาสองคนจึงทำอะไรไม่ได้ ประกอบกับพวกเขารู้สึกว่าไม่มีพี่น้องคนอื่นที่พูดคุยด้วยได้ หลังจากเกลี้ยกล่อมไปสองสามประโยคจึงเงียบต่อไป
ถึงอย่างไรก็โน้มน้าวไม่ได้แล้วจะเสียเวลาพูดไปเพื่ออะไรเล่า?
ไม่เพียงแต่โน้มน้าวไม่ได้แต่ยังทำให้พ่อของพวกเขาโกรธอีกด้วย
“ท่านพ่อ ถ้าท่านไม่มีอะไรแล้ว พวกข้าสองคนกลับห้องไปพักก่อนนะขอรับ”
“ดึกมากแล้วพรุ่งนี้ยังต้องทำงานด้วยขอรับ!”
หลังจากทำหูทวนลม จูต้าและจูเอ้อร์ไม่คิดว่าจูเหล่าโถวอยู่ในห้องตัวเองแล้วยังจะสามารถก่อเรื่องอะไรได้
ผ่านไปครู่หนึ่ง เมื่อคิดว่าคงไม่มีเรื่องแล้วจึงเดินออกไป
จ