ายใจ “ข้าก็ไม่ได้อยากไปเกี่ยวข้องกับเขา แต่เขาอาศัยอยู่ในหมู่บ้านข้าง ๆ แต่กลับแวะเวียนมาใกล้ ๆ เรือนพวกข้า ข้าไม่รู้จะทำอย่างไร จึงคิดจะสืบเอาไว้สักหน่อย อย่างอื่นไม่กลัว กลัวแค่เขาจะมีเจตนาร้ายแล้วคนในบ้านจะรับมือไม่ทัน”
“หา แวะเวียนไปใกล้ ๆ เรือนพวกท่าน?” พี่เป้าได้ยินเช่นนั้นก็เคร่งเครียดขึ้นมา “จูต้าเหนียง ท่านไม่ต้องร้อนใจ ข้าจะให้พี่น้องคนนั้นไปสืบให้เอง เขาเป็นเจ้าหน้าที่ในที่ว่าการ มีลู่ทางมาก ถ้าคิดจะสืบจริง ๆ ข่าวสารจะต้องไวกว่าท่านแน่”
“เช่นนั้นก็รบกวนพี่น้องผู้นั้นของท่านแล้ว คราวหน้าถ้ามีโอกาส ข้าค่อยเชิญเขามาดื่มน้ำชา”
“จูต้าเหนียง ท่านไม่ต้องเกรงใจเขาขนาดนั้นก็ได้ วางใจเถอะ ปกติข้าก็ไปดื่มน้ำชากับเขาบ่อย ๆ อยู่แล้ว”
‘ดื่มน้ำชา’ เหมือนกัน แต่ที่เย่อวี๋หรานพูดถึงคือการขอบคุณ ส่วนที่พี่เป้าพูดถึงกลับเป็นการผูกมิตร
ความคิดของคนทั้งสองห่างกันเกินไป
เย่อวี๋หรานหัวเราะเบา ๆ “ถ้าอย่างนั้นเงินดื่มน้ำชาก็หักจากต้นทุนเถอะ การคบค้าสมาคมแบบนี้ให้ท่านล้วงเงินจากกระเป๋าตัวเองอยู่ร่ำไปก็คงไม่ดี”
“หา?!” พี่เป้าคิดไม่ถึงว่าจูต้าเหนียงจะพูดเช่นนี้ เขาค่อนข้างประหลาดใจ “จูต้าเหนียง ไม่จำเป็นกระมัง นี่…”
รู้สึกว่าแปลกชอบกล ทั้ง ๆ ที่เป็นเส้นสายที่เขาเพาะสร้างเอาไว้ตั้งแต่เมื่อก่อนแล้ว พอนางกล่าวเช่นนี้ก็เหมือนจะกลายเป็นเรื่องส่วนรวมของทุกคนไปเสียอย่างนั้น
จูต้าเหนียงคิดจะดึงเส้นสายส่วนต