ัวของเขามาใช้เป็นของส่วนกลางงั้นรึ?
“เรื่องทำนองนี้วันหน้าคงมีไม่น้อย วันนี้เชิญคนนี้ดื่มชา พรุ่งนี้เชิญคนนั้นดื่มสุรา เปิดภัตตาคารทั้งทีจะไม่คบค้าสมาคมกับผู้อื่นเลยได้อย่างไร?” เย่อวี๋หรานยิ้มพลางกล่าวราวกับฟังไม่เข้าใจ “ค่าใช้จ่ายสำหรับการผูกมิตรผู้คนที่เกี่ยวเนื่องกับภัตตาคารก็ต้องนับรวมเป็นส่วนหนึ่งในต้นทุนดำเนินกิจการอยู่แล้ว ไม่อย่างนั้นใครจะแบกรับไหว?”
“อ้อ ท่านหมายความเช่นนี้เองหรือ…” พี่เป้าหัวเราะ “จูต้าเหนียง ฝ่ายที่ออกเงินคือภัตตาคาร แต่คนได้รับเกียรติกลับเป็นข้า ถ้าอย่างนั้นข้าก็ได้เปรียบใหญ่แล้วน่ะสิ”
“ข้ากับนายท่านผู้เฒ่าซุนไม่สะดวกจะปรากฏตัวต่อสาธารณะ ได้แต่รบกวนท่านแล้ว ท่านต้องลำบากถึงเพียงนี้ ไม่ให้ท่านได้เปรียบสักหน่อย ถ้าท่านถูกคนอื่นกล่อมเอาตัวไปจะทำอย่างไร?” เย่อวี๋หรานพูดหยอกด้วยสีหน้ายิ้ม ๆ
“ฮ่า ๆๆๆ…จะเป็นไปได้อย่างไร? ภัตตาคารนี้ข้ามีหุ้นอยู่หนึ่งในสามส่วนเชียวนะ”
พูดไปพูดมา บทสนทนาของคนทั้งคู่ก็วกกลับมาที่ภัตตาคารอีกครั้ง
ในเมื่อตกลงจะร่วมมือกันแล้วก็ต้องเริ่มดำเนินการเรื่องเปิดภัตตาคาร
การเลือกที่ตั้งภัตตาคาร การตกแต่งร้าน การดำเนินการขั้นตอนต่าง ๆ ล้วนต้องหารือกันล่วงหน้า
เย่อวี๋หรานไม่ได้เก็บงำความคิด นางบอกกล่าวความคิดของตนออกมาคร่าว ๆ
“ร้านของพวกเรา ประการแรกจำเป็นต้องใคร่ครวญให้ดีเสียก่อนว่าจะเปิดเพื่อกลุ่มลูกค้าแบบไหน”
“ข้าไม่เคยไปตำบลอี้คังมาก่อน