ื่องเหลวไหลจากเรือนคนอื่นมาอีกแล้วหรอกนะ? จะลูกท่านหลานเธอหรือบัณฑิตตกยากในงิ้วพวกนั้นล้วนแต่งขึ้นมาทั้งนั้น เจ้าอย่าให้แม่เจ้ารู้เชียว ไม่อย่างนั้นคงโดนบ่นหูชาแน่”
“พี่สะใภ้สี่~” จูปาเม่ยกอดแขนออดอ้อนอีกฝ่าย “พี่สะใภ้สี่คนดีของข้า ท่านอย่าเอาเรื่องนี้ไปบอกท่านแม่เชียวนะ ไม่อย่างนั้นท่านแม่ต้องตำหนิข้าแน่”
หลี่ซื่อยิ้ม “เจ้านี่นะ…รู้ทั้งรู้ว่าท่านแม่มีนิสัยอย่างไร ยังขยันสร้างเรื่องให้ท่านแม่โมโห ข้าว่าเจ้าหาเรื่องใส่ตัวแท้ ๆ ท่านแม่ไม่ได้จะห้ามเจ้าไปเป็นนายหญิงเสพโชคลาภวาสนาอยู่ในบ้านตระกูลใหญ่พวกนั้นเสียหน่อย แค่อยากให้เจ้าเรียนรู้เอาไว้ให้มาก ถ้าพี่เจ็ดของเจ้าสอบเป็นขุนนางได้ เจ้าจะได้มีพื้นฐานเอาไว้…”
“ข้ารู้ ท่านไม่เห็นหรือว่าทุกวันนี้ข้าตั้งใจเรียนขนาดไหน? ทั้งงานเย็บปัก ทำชาด มีอย่างไหนที่ข้าทำได้ไม่ดีบ้าง?” จูปาเม่ยมุ่ยปากพูด “ท่านแม่ยังบ่นว่ารอให้ที่เรือนมีรายได้มากกว่านี้ค่อยซื้อกระดาษมาให้ข้าฝึกคัดอักษรวาดภาพ ท่านว่าข้าเป็นผู้หญิงแท้ ๆ จะเรียนเรื่องพวกนั้นไปทำไม?”
“เรียนไปทำไม? พวกนายหญิงในบ้านคนรวยทั้งหลายมีใครไม่เชี่ยวชาญเพลงพิณหมากรุกคัดอักษรวาดภาพพวกนี้บ้าง? ท่านแม่คงคาดหวังอยากให้เจ้าได้เป็นเมียเอกน่ะสิ”
กล่าวจากใจจริงแล้ว หลี่ซื่ออยากให้จูปาเม่ยได้ดีจริง ๆ
ถ้านางได้ดีก็ย่อมสามารถช่วยให้พี่น้องในบ้านเดิมได้ดีไปด้วยไม่ใช่หรือ?
คงเหมือนกับที่แม่สามีว่าไว้ ‘หนึ่งคนบรรล