คุยกันแบบนี้ อีกไม่นานพวกปัญญาชนชาวฉีโจวจำนวนมากก็จะรับไปเป็นคัมภีร์และป่าวประกาศไปทั่ว
พออวยกันไปเรื่อยๆ…
พอเล่าต่อกันไปเรื่อยๆ มันก็จะกลายเป็นความจริงขึ้นมา
เหมือนกับคำว่าเซียนกวี ใครคือเซียนกวีกัน?
ในตอนแรกไม่ใช่แค่หลี่ไป๋ที่ถูกเรียกว่าเซียนกวี จริงๆ แล้วใครๆ ก็เป็นได้
ไป๋จวีอี้เรียกหยวนเจิ่นว่าเซียนกวี เหยาเหอเรียกเจี่ยต่าวว่าเซียนกวี คนสมัยซ่งเจอใครก็เรียกว่าเซียนกวีไปหมด ตู้ฝูก็หนีไม่พ้นคำนี้เช่นกัน
จนกระทั่งต่อมาปัญญาชนผู้มีอิทธิพลหลายคนได้ระบุว่า
ฉายาเซียนกวีหรือปราชญ์กวีนั้นมันยิ่งใหญ่เกินไป ต้องเป็นระดับหลี่ไป๋และตู้ฝูเท่านั้นถึงจะคู่ควรกับระดับความเท่นี้
คำตอบจึงได้กลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่ยอมรับกันไป
หลินจือไป๋ย่อมรู้ตัวดีว่าตนไม่คู่ควร เขาจึงเหงื่อตก แต่พอคิดอีกทีว่าต่อให้ตนเองจะไม่คู่ควร แต่ผลงานของปรมาจารย์เหล่านั้นน่ะคู่ควรแน่นอน ก็เลยทำเป็นไม่ได้ยินไปเสียเลย
โชคดีที่ทั้งสองคนยังไม่ได้ข้อสรุป หรืออาจจะเป็นเพราะคุยกันไปได้ครึ่งทางแล้วตระหนักได้ว่า การจะมอบฉายาที่ฟังดูเหมือนบุคคลในประวัติศาสตร์ให้หลินจือไป๋ในตอนนี้ดูจะเร็วเกินไปหน่อย เพราะต่อให้หลินจือไป๋มีความสามารถเก่งก