งบท”
สืออวิ๋นเอ่ย “ที่ดูมาทั้งหมดนี้ ฉันชอบของหลี่ไป๋ที่สุด โดยเฉพาะท่อนจบที่ว่า ร้องรำสำราญตามสุนทรีย์ ทั่วหล้าแจ่มใส วันใดเล่ามิใช่เทศกาลมงคล ร้อยจอกพันบท ร่ายกวีเมารวมเคียงแสงจันทร์และสายลม”
“คำพูดนี้ผิดแล้ว”
หูเหวยมีความเห็นต่าง “บทของหลี่ไป๋ในใจฉันอยู่อันดับสอง ผลงานอันดับหนึ่งควรจะเป็น ‘ลำนำนกกระทา’ ของเจียงโส่วรั่ง นายอย่าแสร้งทำเป็นเลี่ยงเพื่อไม่ให้คนครหาเพราะเขาเป็นหลานชายของนายเลย”
“ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก”
สืออวิ๋นยิ้ม ทั้งสองคนมีความเห็นไม่ตรงกันแต่เป็นการสนทนาที่นุ่มนวล งานกวีทุกปีก็เป็นเช่นนี้ ต้องตัดสินผู้ชนะเลิศของงาน จึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีความเห็นต่างกันบ้าง
ทว่าในตอนนั้นเอง
ท่ามกลางฝูงชนกลับมีเสียงหนึ่งดังขึ้น “ในเมื่อเป็นการตัดสินผู้ชนะเลิศ งั้นจะพลาดบท ‘ทำนองแห่งสายน้ำ’ ของซินอี๋ไปไม่ได้เด็ดขาด!”
คนที่เปิดปากพูดไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นหวังจื้อไจ้พวกขี้ประจบอันดับหนึ่งของเซี่ยซินอี๋นั่นเอง
ไม่รู้ว่าเขาเข้าไปอยู่ข้างกายเซี่ยซินอี๋ตั้งแต่เมื่อไหร่ ตอนนี้กำลังประโคมคำชมหวานหูให้กับผลงานของปราชญ์หญิงอันดับหนึ่งแห่งฉีโจวคนนี้อย่างสุดตัว
“อ่านให้ฟังหน่อยสิ”
มีคนในฝูงชนตะโกนบอก เซ