สืออวิ๋นรับกระดาษมา ลุกขึ้นจากที่นั่ง จ้องมองหลินจือไป๋อย่างลึกซึ้งทีหนึ่ง ก่อนจะเริ่มอ่านออกมาว่า
“จันทร์กระจ่างมีมาแต่เมื่อไร ชูจอกเหล้าถามฟ้าเบื้องบน มิแจ้งว่า ณ วังบนสรวงสวรรค์ ค่ำคืนนี้เป็นปีศักราชใด ข้าอยากขี่ลมกลับคืนไป ทว่าเกรงวังหยกวิจิตร อยู่บนที่สูงนั้นหนาวเหน็บเกินทน ร่ายรำเคียงเงาใสกระจ่าง มิคล้ายดั่งอยู่ในแดนมนุษย์”
สืออวิ๋นอ่านช้ามาก
ทุกตัวอักษรทุกประโยค เขาอ่านตามจังหวะท่วงทำนองอย่างเคร่งครัดเพื่อให้เข้ากับอารมณ์ของบทกลอน
ทว่าเนื้อหาในช่วงครึ่งแรกยังไม่อ่านไม่ทันจบ กระทั่งตอนที่สืออวิ๋นอ่านถึงประโยค ‘ค่ำคืนนี้เป็นปีศักราชใด’ ในงานก็ตกอยู่ในความเงียบสนิท
บางคนอดไม่ได้ที่จะหันกลับไปมองหลินจือไป๋
ผู้ที่นั่งอยู่ที่นี่ล้วนมีพื้นฐานทางวรรณกรรมล้ำลึก ย่อมคุ้นเคยกับชื่อทำนองกลอนคลาสสิกอย่าง ‘ทำนองแห่งสายน้ำ’ และยิ่งคุ้นเคยกับกลอนเทศกาลไหว้พระจันทร์ ดังนั้นเพียงแค่สืออวิ๋นอ่านช่วงครึ่งแรก ทุกคนก็ตระหนักได้ถึงความไม่ธรรมดาของผลงานชิ้นนี้
ช่างยิ่งใหญ่นัก!
ช่างสูงส่งล้ำลึกนัก!
ความรู้สึกถึงภาพและมิติพื้นที่อันยาวไกลนั้นถูกอัดแน่นอยู่ในทุกตัวอักษร!
ที่สำคัญคือต่างจากปัญญาชนคนอื่นที่มักจะชอบอวด