เมื่อเรือเทียบฝั่ง ก็มีคนจากทางผู้จัดงานมารอรับหลินจือไป๋ขึ้นฝั่งพร้อมกับสามพี่น้อง โดยมีเจ้าหน้าที่เดินนำทางอยู่ข้างหน้า
ทั้งสี่คนเดินตามหลังเจ้าหน้าที่ไป มีลมพัดมาวูบหนึ่ง หลินจือไป๋รู้สึกว่าหัวที่เคยมึนๆ เริ่มจะแจ่มใสขึ้นมาบ้าง สาเหตุที่เมื่อครู่เขารู้สึกแย่ขนาดนั้น มีโอกาสสูงมากว่าจะเกี่ยวข้องกับการที่เรือโคลงเคลงค่อนข้างแรงนั่นเอง
“นั่นคือศาลาตงหลิง” ซังจื่อหรงชี้ไปทางด้านหน้า พลางแนะนำให้หลินจือไป๋เพื่อนใหม่ที่เพิ่งเคยมางานชุมนุมกวีฉีโจวเป็นครั้งแรกได้รับรู้
หลินจือไป๋มองไปแต่ไกล ด้านหน้าเป็นศาลาทางเดินยาวเหยียด ทอดตัวไปนับพันเมตร ทางเดินใต้ศาลานั้นกว้างมาก ทว่าดูเหมือนจะมีการตั้งเครื่องกีดขวางเอาไว้
จู่ๆ หลินจือไป๋เบะปากพลางบ่นใส่กล้องว่า
“สรุปคือผู้จัดงานคงไม่ยอมให้คนผ่านไปได้แบบราบรื่นสินะครับ อยากจะนั่งเรือก็ต้องทายปริศนาอักษรตั้งเยอะ พออยากจะผ่านทางเดินศาลาไปก็ไม่รู้ว่าเดี๋ยวจะโดนผู้จัดงานกลั่นแกล้งยังไงอีก”
เจียงโส่วหรังที่อยู่ข้างๆ หัวเราะร่า
“ไม่ว่าจะเป็นงานกวีระดับไหน มักจะมีประเพณีการกั้นประตูทำนองนี้เสมอครับ งานชุมนุมกวีเทศกาลไหว้พระจันทร์เป็นหนึ่งในงานกวีระดับท็อปที่สุดของฉีโจว ดังนั้นนอกจากจะมีประเพณีการกั้นประตูแล้ว ยังมีประตูทั้งหมดสามด้าน วงการวรรณกรรมฉีโจวของเราเรียกมันว่าการผ่านสามด่าน หลังจากผ่านสามด่านนี้ไปได้ พวกเราถึงจะเข้าไปในเรือนธรรมชาติได้ครับ”
“งานช