บหนึ่งแห่งฉินโจวผู้นี้ทุกคนต่างเคยได้ยินมาบ้างไม่มากก็น้อย ผลงานของเขายิ่งเป็นที่รู้จักในหมู่คนวงการวรรณกรรมฉีโจวจำนวนมาก
โดยเฉพาะหลังจากที่ผู้เฒ่าหูเหวยประเมินหลินจือไป๋ต่อสาธารณชนว่าเป็น ‘อันดับหนึ่งในคนรุ่นเยาว์ของวงการกวีบลูสตาร์’
“ยินดีที่ได้พบทุกท่านครับ”
อย่างที่คำโบราณว่าไว้ เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม งานกวีก็เป็นเช่นนี้ หลินจือไป๋พูดจาด้วยสำนวนภาษาแบบปัญญาชนพลางประสานมือคารวะปัญญาชนเหล่านี้
“นี่เขาทดสอบอะไรกันเหรอครับ?” หลังจากทักทายกันเสร็จเจียงโส่วหรังก็เดินเข้าไปถามเจ้าหน้าที่
เจ้าหน้าที่อธิบายว่า “ด่านแรกทดสอบเรื่องกลอนคู่ครับ คนละหนึ่งโจทย์”
เจียงโส่วหรังหัวเราะชอบใจ “นี่นับว่าชนเข้ากับปากกระบอกปืนเลยไม่ใช่เหรอ กลอนคู่แบบไหนจะมาทำอะไรพี่หลินของผมได้?”
“หลินจือไป๋?”
เจ้าหน้าที่เหลือบมองหลินจือไป๋ รีบลุกขึ้นยืนแล้วกล่าวว่า
“ขอเรียนถามว่าท่านนี้คืออาจารย์หลินจือไป๋ ผู้เป็น ‘เจ้าแห่งกลอนคู่’ แห่งวงการกลอนคู่ฉินโจวใช่ไหมครับ?”
“น่าจะเป็นผมครับ” หลินจือไป๋มักจะรู้สึกว่าคำว่า ‘เจ้าแห่งกลอนคู่’ มันฟังดูไม่ค่อยเป็นมงคลเท่าไหร่ แต่ในวงการกลอนคู่ฉินโจวเขามีฉายาแบบนั้นจริงๆ
“สวัสดีครับอาจารย์หลิน!”
เจ้าหน้าที่ยิ้มแล้วเอ่ยว่า
“ในด่านแรกของวันนี้ กลอนคู่ทั้งหมดเป็นฝีมือของหลี่ไป๋ ปรมาจารย์ด้านกลอนคู่อันดับหนึ่งของฉีโจวครับ เขากำชับผมไว้เป็นพิเศษว่าคุณคือแขกผู้มีเกียรติจากฉินโจว