ายก็แทบจะล้มพับแล้ว!’
หลินจือไป๋คงนึกไม่ถึงว่ากวีบทเดียวของเขาจะสร้างผลลัพธ์ได้ขนาดนี้
จริงๆ แล้วท่อนที่เขาร่ายออกมา คือบทที่ตู้ฝูพรรณนาถึงหลี่ไป๋ หรือจะบอกว่าเหล่าตู้เป็นคนอวยเหล่าหลี่นั่นเอง
แต่หลินจือไป๋หน้าด้านพอที่จะเอามาใช้กับตัวเอง ส่วนมันจะตรงกับความเป็นจริงหรือไม่นั้นไม่สำคัญ กวีมันต้องมีความเกินจริงบ้างจะเป็นอะไรไป?
อีกอย่าง ใครๆ ก็รู้
กวีบทนี้เป็นการเขียนแบบอุปมาอุปไมยที่สวยงาม โดยเฉพาะสองประโยคท้าย ‘โอรสสวรรค์เรียกหาก็ไม่ขึ้นเรือ ประกาศตัวข้าคือเซียนแห่งสุรา’
ยุคสมัยนี้จะมีโอรสสวรรค์ที่ไหนล่ะ?
ทว่าอารมณ์ของสองประโยคนี้ ผู้ชมในห้องไลฟ์กลับเข้าถึงได้อย่างถ่องแท้
หรือจะบอกว่า กลิ่นอายความโชว์เหนือจางๆ ในกวีบทนี้ ทุกคนต่างสัมผัสได้ ไม่ถึงกับมีพวกช่างขัดมาพูดว่ามันไม่ตรงกับความเป็นจริงหรอก
“ผมเหมือนได้ยินใครชมว่าผมหล่ออยู่ข้างหลังนะ”
ในขณะที่ทั้งสามคนกำลังทึ่งอยู่ หลินจือไป๋ก็ชะโงกหน้าเข้ามาอย่างกะทันหัน
“คุณพักผ่อนเถอะ…”
เจียงโส่วรั่งยิ้ม “กวีเมื่อกี้เก่งจริงๆ ครับ พวกเรายอมรับอย่างหมดใจ”
ซั่งจื้อหรงบ่นอุบอิบ “จริงๆ มันก็ไม่ได้ดีไปกว่ากวีของฉันเท่าไหร่หรอกมั้ง พี่หลินน่ะอวยตัวเอง ส่วนฉันพูดความจริง”
“งั้นมาแข่งกันอีกรอบ”
เจียงโส่วรั่งเหลือบมองคอมเมนต์ เห็นมีข้อความหนึ่งบอกว่า ‘รีบหลอกล่อให้ท่านมหาเศรษฐีแต่งกวีอีกหลายๆ บทหน่อย’ เขาก็รีบกลอกตาไปมาทันที
“แข่งก็แข่งสิ”
ซั่งจื้อ