กหาก็ไม่ขึ้นเรือ ประกาศตัวข้าคือเซียนแห่งสุรา…”
หืม?
เจียงโส่วรั่งหัวเราะก๊าก “แต่งกวีได้ร้อยบทผมเชื่อนะ แต่ดื่มเหล้าหนึ่งถังนี่พอเถอะ อีกอย่างที่นี่คือเมืองเซินไม่ใช่ฉางอัน ส่วนเซียนสุราอะไรนั่น พี่หลินหลอกคนอื่นได้นะ แต่เราอย่าหลอกตัวเองเลย…”
พอขำเสร็จ
เจียงโส่วรั่ง ซั่งจื้อหรง และซ่งซิ่งเหลียงทั้งสามคนก็ยื่นหน้าเข้าไปใกล้กล้อง พลางพูดด้วยน้ำเสียงทึ่งจัด
“เช็ด กวีบทนี้แม่งโคตรโหด!”
“เขียนได้โหดขนาดนี้ได้ยังไงวะ!”
“ว้าว นี่เหรอปราชญ์อันดับหนึ่งแห่งฉินโจว!”
กวีสั้นๆ ไม่กี่ประโยคของหลินจือไป๋สร้างความสั่นสะเทือนให้สามทหารเสือไม่น้อย!
มูลค่าของกวีบทนี้ไม่ใช่สิ่งที่ปริศนาอักษรจะเทียบได้ มันแฝงไปด้วยจิตวิญญาณของปัญญาชน และที่ยิ่งไปกว่านั้นคือความโอหังอันน่าเกรงขาม!
‘ฮ่าๆๆๆๆ!’
‘เป็นการยอมรับที่สั้นและได้ใจความที่สุด!’
‘นี่คือการชื่นชมที่เรียบง่ายและธรรมดาที่สุดของสามทหารเสือวรรณกรรมฉีโจวที่มีต่อท่านมหาเศรษฐี!’
‘สามพี่น้องนี่ตลกชะมัด พวกนายก็เป็นยอดกวีเหมือนกันนะ ทำไมพ่นแต่คำว่า เช็ด โหดจัง ออกมาล่ะเนี่ย?’
‘ก็กวีบทนี้มันเท่จริงๆ นี่นา!’
‘ถึงพวกเราจะรู้ดีว่าท่านมหาเศรษฐีขี้โม้ล้วนๆ’
‘ถ้าคนปกติร่ายบทนี้ ชาวเน็ตจะบอกว่า นายดื่มเหล้าหนึ่งถังฉันเชื่อ แต่แต่งกวีร้อยบทน่ะพอเหอะ’
‘แต่ท่านมหาเศรษฐีร่ายบทนี้ ชาวเน็ตบอกว่า นายแต่งกวีร้อยบทไม่ยากหรอก แต่เรื่องดื่มเหล้าน่ะอย่ามาขี้โม้เลย’
‘แค่สามจอกน