ั่งเลยนะเนี่ย!”
ซั่งจื้อหรงยิ้ม “กวีบทนี้ฉันเตรียมไว้เพื่องานชุมนุมกวีเทศกาลไหว้พระจันทร์โดยเฉพาะเลยนะ ถ้าตอนงานกวีเริ่มแล้วฉันร่ายออกมาอีกครั้ง พวกนายต้องแกล้งทำเป็นว่าเพิ่งเคยได้ยินครั้งแรกด้วยล่ะ”
‘พรืด!’
‘น่ารักจัง!’
‘สามทหารเสือนี่น่าเล่นด้วยชะมัด’
‘ไม่เหมือนพวกปัญญาชนในอุดมคติของฉันเลย’
‘กลับกันคือท่านมหาเศรษฐีเล่นกับพวกเขาได้เข้าขาดีนะ’
‘หลักๆ คือไม่วางมาด’
‘กวีน่ะแต่งไว้นานแล้ว เขาก็ไม่ปิดบังเลย’
‘แต่กวีบทนี้ดีจริงๆ นะ’
ซั่งจื้อหรงหันไปมองหลินจือไป๋ “เชิญพี่หลินครับ!”
หลินจือไป๋โบกมือกล่าวว่า “กวีของคุณดีมากแล้ว ผมไม่ขอโชว์ความเขลาแล้วกันครับ”
ซั่งจื้อหรงถึงกับหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก หลินจือไป๋ไม่มีความคิดที่จะมาประชันกับเขาเลยสักนิด
เขาแยกไม่ออกชั่วขณะ ว่าหลินจือไป๋ไม่มีแรงบันดาลใจ หรือไม่มีความมั่นใจว่าจะชนะเขาได้ หรือว่าตั้งใจทำตัวเงียบๆ ซ่อนคม ไม่อยากจะลงมือทำร้ายจิตใจเขา
แน่นอนว่า
ถ้าหลินจือไป๋ใช้กวีบทเมื่อครู่ ยังไงเขาก็ต้องนับว่าแพ้อยู่ดี ดังนั้นซั่งจื้อหรงจึงไม่ได้ตอแยต่อ
กลับกันคือเจียงโส่วรั่งที่รู้สึกเสียดายไม่น้อย “หลอกล่อไม่สำเร็จแฮะ หรือว่ากวีบทเมื่อกี้จะรีดพลังเขาไปจนหมดแล้ว ที่เมื่อกี้บอกว่าไป๋ตี้ดื่มเหล้าหนึ่งถังรังสรรค์กวีร้อยบทล่ะ?”
“นั่นสิ”
ซ่งซิ่งเหลียงก็เบะปาก “เหล้าสามจอกลงท้อง อย่างน้อยก็ควรจะได้กวีสามบทสิ เขาร่ายแค่บทเดียวก็จะเขี่ยพวกเราไปแล้วเหร