ิน”
ซั่งจื้อหรงครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะเผยสีหน้าดีใจออกมา
“ปลา! (เพราะปลาไม่มีเท้า ทำให้แยกท่วงท่าแบบสัตว์บกไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นทิศไหนก็คือพร้อมที่จะเดิน)”
เจ้าหน้าที่พยักหน้า “งั้นฟังอีกข้อ นั่งก็คือนั่ง ยืนก็คือนั่ง เดินก็คือนั่ง นอนก็คือนั่ง”
หลินจือไป๋หันไปมองซั่งจื้อหรงและซ่งซิ่งเหลียง
ซ่งซิ่งเหลียงคิดอยู่พักหนึ่ง ดวงตาก็พลันเป็นประกาย “พวกสัตว์ตระกูลกบใช่ไหมครับ? (เพราะกบมีขาหลังพับงอเป็นมุมนั่งเตรียมกระโดดตลอดเวลา ไม่ว่าจะท่านั่ง ยืน เดิน/กระโดด นอน ก็จะดูเป็นท่านั่ง)”
“ใช่ครับ”
เจ้าหน้าที่ยิ้มแล้วกล่าว “งั้นข้อนี้จะแก้ยังไงครับ นั่งก็คือยืน ยืนก็คือยืน เดินก็คือยืน นอนก็คือยืน”
ซั่งจื้อหรงและซ่งซิ่งเหลียงเกาศีรษะ
ความจริงโจทย์ประเภทนี้ความยากไม่มากนัก ขอเพียงรู้แนวทางการแก้โจทย์ก็พอ
แต่โจทย์ที่เจ้าหน้าที่เพิ่งพูดมานี้ ต่อให้ซั่งจื้อหรงและซ่งซิ่งเหลียงรู้แนวทางการแก้โจทย์ ก็ยังนึกไม่ออกจริงๆ ว่าสิ่งมีชีวิตชนิดไหนจะเข้าเงื่อนไขนี้ หรือจะบอกว่านี่ไม่ใช่แค่ปริศนาอักษรแล้ว แต่มันมีความรู้รอบตัวแฝงอยู่ด้วย
“ห้า… สี่…”
เจ้าหน้าที่เริ่มนับถอยหลัง
หลินจือไป๋เห็นซั่งจื้อหรงและซ่งซิ่งเหลียงพากันหัวหมุน จึงเอ่ยคำเฉลยออกมา
“คือม้าครับ”
ซั่งจื้อหรง “หา?”
ซ่งซิ่งเหลียง “ทำไมล่ะ?”
เจียงโส่วรั่ง “อธิบายหน่อยสิครับ”
ม้าดูเหมือนจะไม่เข้ากับปริศนาข้อนี้เสียทีเดียวไม่ใช่เหรอ?
หลินจือไป๋ยิ้มตอบ “