มนักข่าวล้อมวงเพื่อถ่ายรูป
“อาจารย์หลินจือไป๋ วันนี้เตรียมผลงานใหม่อะไรมาบ้างคะ?”
“จะแต่งกวีไหมครับ?”
“หรือวางแผนจะแต่งกลอน?”
“อาจารย์หลินจือไป๋ ช่วงนี้คุณได้ติดต่อกับกวานอิงอิงบ้างไหมคะ?”
“อาจารย์หลินจือไป๋ มีความเห็นยังไงกับข่าวลือระหว่างคุณกับฉีเจี้ยนเจียครับ?”
ทั้งที่เป็นงานกวีแต่กลับมีนักข่าวบันเทิงแอบแฝงตัวเข้ามาด้วย โชคดีที่นักข่าวบันเทิงเหล่านี้ถูกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยกันตัวออกไปได้อย่างรวดเร็ว นักข่าวที่เหลืออยู่ดูจะจริงจังกว่ามาก ส่วนใหญ่จะถามคำถามที่เกี่ยวข้องกับกวี
หลินจือไป๋ยิ้มอย่างถ่อมตัวแล้วกล่าวว่า
“ผมมาที่นี่เพื่อเรียนรู้และแลกเปลี่ยนกับเพื่อนๆ ในวงการวรรณกรรมฉีโจวเป็นหลักครับ”
หลังจากสลัดพวกนักข่าวพ้นแล้ว ก็มีปัญญาชนสามคนเดินเข้ามา หนึ่งในนั้นเป็นชายหนุ่มท่าทางสง่างามอายุน่าจะไม่ถึงสามสิบปี เขาเดินเข้ามาทักทายด้วยใบหน้ายิ้มแย้มเป็นคนแรก
“สวัสดีครับอาจารย์หลินจือไป๋ ได้ยินชื่อเสียงมานานแล้ว ผมชื่อซังจื่อหรงครับ”
“สวัสดีครับพี่หลิน ผมชื่อเจียงโส่วหรังครับ”
“กระผมซ่งชิงเหลียงครับ”
“สวัสดีครับทุกคน”
ทั้งสามคนเป็นฝ่ายเข้ามาทักทายก่อน หลินจือไป๋จึงตอบรับด้วยความสุภาพ
‘ท่านมหาเศรษฐีมีบารมีมากเลยนะเนี่ย!’
‘สามคนนี้คือสามทหารเสือแห่งวงการวรรณกรรมฉีโจวของพวกเราเชียวนะ!’
‘ซังจื่อหรงเชี่ยวชาญด้านบทกวี!’
‘เจียงโส่วหรังเก่งด้านกลอนที่สุด!’
‘ซ่งชิงเหลียงแม้ด้านกลอนกวีจะไม