๋ก็แค่ยิ้มแล้วตอบว่า ‘พอรู้บ้างนิดหน่อย’ เท่านั้นเอง
พอรู้บ้างนิดหน่อย? นั่นมันก็แค่ผิดคาดน่ะสิ!
แต่พอหลินจือไป๋ทายข้อที่สองถูก ผู้ชมก็เริ่มสังเกตเห็นถึงความผิดปกติ นี่มันดูเหมือนจะเกินคำว่า ‘พอรู้บ้างนิดหน่อย’ ไปแล้วนะ?
และในตอนนั้นเอง เจ้าหน้าที่ก็ออกโจทย์อีกครั้ง
“คนในกระจก”
เจียงโส่วหรังอึ้งไป “หมดแล้วเหรอ? แค่สี่ตัวอักษรเองเนี่ยนะ?”
ซ่งชิงเหลียงกับซังจื่อหรงก็ขมวดคิ้ว คำเฉลยข้อนี้น่าจะยากทีเดียว
หลินจือไป๋กลับมีสีหน้าประหลาด นี่มันเป็นคำถามเชาวน์ปัญญาชัดๆ ไม่รู้ใครเป็นคนออกโจทย์ โจทย์พิลึกแบบนี้ไม่ได้ทดสอบความสามารถทางวรรณกรรมเลย แต่มันคือการเล่นเกมเล็กๆ กับพวกปัญญาชนชัดๆ
‘โจทย์ยากชะมัด!’
‘นึกไม่ออกเลย!’
‘คนที่อยู่ในกระจกเหรอ?’
เจ้าหน้าที่ยิ้มแล้วกล่าวว่า “ใกล้หมดเวลาแล้วครับ ห้า… สี่… สาม… สอง…”
“เข้า (入 เป็นการสะท้อนกลับด้านตัวอักษร 人 ที่แปลว่าคน)”
หลินจือไป๋เอ่ยออกมา ไม่ใช่ว่าเขาตั้งใจจะโชว์เหนือด้วยการตอบวินาทีสุดท้ายหรอกนะ เพียงแต่เขาไม่อยากจะเด่น วันนี้ตั้งใจจะทำตัวเงียบๆ เลยรอให้มีคนตอบก่อน ผลคือพอเห็นคนอื่นเงียบกันหมด หลินจือไป๋ก็เลยต้องเฉลยคำตอบออกมา
แต่ต่างจากสองครั้งก่อนหน้า ครั้งนี้แม้หลินจือไป๋จะเฉลยออกมาแล้ว เจียงโส่วหรังก็ยังไม่เข้าใจ
“หมายความว่ายังไงเหรอ? เข้า?”
“ที่แท้เป็นแบบนี้เอง”
ซ่งชิงเหลียงยิ้มแล้วกล่าวว่า
“โจทย์ข้อนี้ไม่มีอะไรหรอก เล่นคำถามเชาวน์ปัญญา น