ี่ดีทีเดียว?
ในขณะที่บทกวีนี้กำลังถูกส่งต่ออย่างกว้างขวาง คนคนหนึ่งก็ถูกรบกวนเข้า
คนผู้นี้คือประธานสมาคมกวีแห่งฉีโจว ผู้เฒ่าหูเหวย
หูเหวยถือเป็นบุคคลระดับที่หากเขากระทืบเท้าพื้นดินในวงการวัฒนธรรมฉีโจวก็ต้องสั่นสะเทือน เขาถึงกับแสดงไมตรีด้วยตัวเอง วิเคราะห์และชื่นชมบทกวีของหลินจือไป๋ลงในเวยปั๋วตรงๆ ว่า
[บทกวีนี้ในช่วงต้นสี่ประโยคกล่าวถึงยามเป็นวัยรุ่นที่ยังไม่รู้จักรสชาติของความทุกข์ เพื่อที่จะแต่งกวีบทใหม่แม้ไม่มีความทุกข์ใจแต่ก็ฝืนพรรณนาถึงความทุกข์ จริงๆ แล้วสี่ประโยคนี้ทำหน้าที่เป็นตัวส่งบทในช่วงหลัง ประโยคแรกของช่วงหลังกล่าวว่า ‘แต่ครั้นยามนี้ประจักษ์ซึ้งถึงรสเศร้า’ ตามวิธีการเขียนทั่วไปควรจะบรรยายต่อไปว่าตอนนี้มีความทุกข์อย่างไร แต่ความเหนือชั้นของหลินจือไป๋คือหลังจากนั้นเขากลับทำเพียงย้ำประโยค ‘ใครเอ่ยจำต้องยั้ง’ สองครั้ง สุดท้ายจบทั้งบทด้วยคำพูดเรียบง่ายอย่าง ‘กลับเอ่ยเพียงช่างเป็นสารทฤดูเย็นสบาย’ นี่คือการแสดงออกทางอารมณ์แบบกลืนลงไป แสดงถึงความทุกข์มากมายที่ไม่อาจพูดออกมาได้ตรงๆ ความหมายช่างลึกซึ้ง ภาพรวมเรียกได้ว่าสละสลวยนุ่มนวลแฝงเร้นไม่เปิดเผย และมีสไตล์โดดเด่นไม่ซ้ำใคร…]
นี่คือท่านผู้เฒ่าหูเหวยเชียวนะ!
แม้แต่ในบทเรียนของฉีโจวยังมีบทความของเขา!
ชาวเน็ตจะปล่อยคำชมหวานหูออกมามากเพียงใด ก็ไม่เท่ากับการได้รับการรับรองจากบุคคลระดับปรมาจารย์ในวงการวรรณกรรมฉีโจวอย่างหูเหวย คำพู