ึงประตูเรือนก็เจอคนขายเนื้อแซ่หลี่พอดี” เย่อวี๋หรานกล่าว “พวกเจ้านั่งลงเถอะ เรื่องนี้ใช่ว่าจะพูดกันรู้เรื่องด้วยวาจาเพียงไม่กี่ประโยค จะทำได้หรือเปล่ายังต้องสอบถามความเห็นของพวกเจ้า”
“เรื่องอะไรหรือ?” ครั้นได้ยินคำพูดนั้น จิตใจของภรรยาคนขายเนื้อก็สั่นสะท้านขึ้นมาอีกครา
เหตุใดจึงพูดให้รู้เรื่องภายในไม่กี่ประโยคไม่ได้เล่า?
คงไม่ใช่ว่าเจ้าเด็กดื้อไปก่อเรื่องอะไรมาหรอกนะ?
นางรีบนึกทันทีว่ามีเรื่องเช่นนั้นหรือไม่
“เป็นเรื่องดี” เย่อวี๋หรานกล่าว
ภรรยาคนขายเนื้อจึงค่อยวางใจได้ “เรื่องดีอันใด? ช่วงนี้ไม่ใช่ช่วงเทศกาลเสียหน่อย เป็นเรื่องอะไรหรือ?”
“อย่าเพิ่งใจร้อน ฟังข้าพูดให้จบก่อน” เย่อวี๋หรานกล่าวว่า “เรื่องเป็นเช่นนี้ ครอบครัวพวกข้ามีการค้ารายหนึ่ง จำเป็นต้องใช้เนื้อหมูปริมาณมาก จึงอยากมาเจรจากับคนขายเนื้อแซ่หลี่ว่าเขาพอมีช่องทางจัดหาเนื้อหมูให้ได้หรือไม่”
สองสามีภรรยาอึ้งงัน “เนื้อหมู?”
“ช่วงแรกยังใช้เนื้อหมูไม่มาก แค่ยี่สิบถึงสามสิบชั่ง แต่วันหน้าคงจะได้ใช้มากกว่านี้ นี่เป็นการค้าระยะยาว แต่ตอนเริ่มต้นลำบากอยู่บ้าง พวกท่านอาจยังทำเงินได้ไม่มาก แต่ข้ากล้ารับประกันว่าต่อไปจะต้องทำเงินได้มากกว่านี้แน่นอน…”
คนขายเนื้อแซ่หลี่หัวใจเต้นแรง
พวกเขารู้เรื่องที่สกุลจูค้าขายอาหาร ทั้งยังเคยให้คนไปซื้อมาก่อน
แต่ปกติแล้วสกุลจูใช้เนื้อหมูไม่มาก มักเข้าตำบลไปซื้อหาด้วยตนเอง ไม่ได้มาซื้อกับเขา
“จูต้าเ