เกินไป”
“เนื้อนี่นา ผู้ใดจะรังเกียจว่ามีมาก? ต่อให้มีมากกว่านี้ ท่านก็คงคิดว่าไม่มากอยู่ดี” เย่อวี๋หรานทำเป็นฟังไม่เข้าใจ นางยิ้มแล้วพูดต่อไปว่า “ข้าคิดไว้ว่าพวกเราสามารถขายได้สองแบบ”
“มีอะไรบ้าง?” ครั้นได้ยินเช่นนั้น ไม่เพียงพี่เป้าเท่านั้น คนอื่น ๆ ก็ยืดคอเข้ามาด้วยเช่นกัน
เย่อวี๋หรานเห็นทุกคนล้วนกางหูผึ่งจึงกล่าวอย่างเปิดเผย “แบบแรกคือขายเป็นชิ้น หั่นเป็นชิ้น ๆ เอาไว้ ประมาณชิ้นละหนึ่งตำลึง ขายชิ้นละไม่กี่เหรียญ ส่วนอีกแบบคือขายทีละชั่งหรือครึ่งชั่ง แล้วคิดราคาตามน้ำหนัก”
“นี่…ไม่ต่างกันเท่าไหร่กระมัง?” พี่เป้าพูด “หนึ่งชิ้นก็หนักหนึ่งตำลึงแล้ว ต่างจากการขายทีละชั่งตรงไหน?”
“ย่อมต่างกันอยู่แล้ว ยกตัวอย่างนะ ถ้าเนื้อที่พวกเราซื้อมาราคาชั่งละสิบหกเหรียญ เช่นนั้นพวกเราก็สามารถขายโดยเพิ่มราคาเข้าไปอีกหลายเหรียญ ถ้าขายตามน้ำหนัก พวกเราสามารถเพิ่มไปเท่าตัวเป็นชั่งละสามสิบเหรียญ”
“สามสิบเหรียญ?!” เจี่ยงโหย่วเซิงสูดลมหายใจเย็นเยือก “จูต้าเหนียง แพงเกินไปแล้ว ถ้ามีเงินจำนวนนี้ มิสู้เอาเงินไปซื้อเนื้อเองดีกว่า”
“ดังนั้น นี่ก็คือความแตกต่างระหว่างการขายเป็นชิ้นและการขายตามน้ำหนัก” เย่อวี๋หรานกล่าว “พวกเราลองคิดตามนี้ เนื้อหนึ่งชั่งมีสิบตำลึง เท่ากับว่าตำลึงละสามเหรียญ พวกเราสามารถขายเนื้อแต่ละชิ้นแพงขึ้นอีกนิด เป็นชิ้นละสี่เหรียญ สองชิ้นขายถูกลงหนึ่งเหรียญ เทียบกับลูกชิ้นรสเนื้อสองลูกหนึ่ง