วิต และเป็นเพราะความจริงใจนี่เองที่ทำให้มันน่าประทับใจเป็นพิเศษ
ทว่าในวินาทีต่อมา ผู้ชมก็ยังคงยิ้มออกมา แน่นอนว่าไม่ใช่ความรู้สึกตื่นเต้นแบบตลกโปกฮา เพลงนี้ได้แทรกซึมเข้าไปในใจของผู้คนนับไม่ถ้วนโดยไม่รู้ตัว กระทั่งทุกคนไม่ได้สนใจที่จะเดาเพศของเทพดาราร้อยลักษณ์อีกแล้ว
“หากชายไร้คนรักเป็นเรื่องราวที่แสนเศร้า ต่อให้มีคนมากมายฟังเพลงฉันแล้วน้ำตาไหล ลึกๆ ในใจฉันก็ยังรอคอยให้ใครสักคนเข้ามา… ต้องสนใจทำไมว่าฉันคือใคร?”
การตีความตามความหมายเดิมของเพลงต้นฉบับนั้นไม่สำคัญสำหรับหลินจือไป๋อีกต่อไปแล้ว ผู้ร้องย่อมร้องออกมาตามความรู้สึกของตนเอง และผู้ฟังเองก็รับฟังด้วยความเข้าใจของตนเองเช่นกัน ดนตรีและอารมณ์ไม่เคยเป็นการสื่อสารทางเดียว
เหมือนเช่นเพลง ‘อยากร้องเพลงให้เธอฟัง’ ของเทพดาราร้อยลักษณ์ในตอนแรก ทั้งที่เป็นเพลงรัก แต่สิ่งที่หลินจือไป๋ร้องออกมากลับไม่ได้มีแค่ความรัก
เมื่อก่อนการร้องเพลงส่วนใหญ่ก็เพื่อที่จะได้รับชื่อเสียง เพียงวินาทีนี้ที่การร้องเพลงเป็นเพียงแค่การร้องเพลง ไม่ต้องคำนึงถึงชื่อเสียง ไม่ต้องคำนึงถึงอันดับ แค่เพลิดเพลินไปกับการอยู่บนเวที แสดงความรู้สึกของตนออกมา ผู้ชมต่างตกอยู่ในภวังค์ นี่สินะเสน่ห์ของดนตรี
แววตาของเหล่าทีมกรรมการนักทายค่อยๆ เลื่อนลอย จู่ๆ ก็รู้สึกสงสารหมอนี่ขึ้นมาซะอย่างนั้น นี่มันเรื่องอะไรกัน
หลี่เซียวพึมพำเบาๆ “แล้วเสียงนี้ก็กินใจมากเลย…”
“บรรยากาศของเพลงนี้