จ้าเคยกินแล้ว?” เจียงหยวนซือคิดว่าอีกฝ่ายเขินอายก็ไม่ได้เปิดโปง แต่แสร้งถามไปอย่างซื่อ ๆ
“เคยกินแล้ว” จูปาเม่ยตอบอย่างมั่นอกมั่นใจ “ตอนพี่สามกลับมาจากตำบลก็เคยเอามาฝาก แต่ถูกแม่ข้าตำหนิไปแล้ว พวกพี่สะใภ้ก็พูดว่าไม่อร่อยเท่าที่ทำกินกันเองในเรือน คราวหน้าถ้าที่บ้านข้าทำอีก ข้าจะเก็บไว้ให้เจ้าชิ้นหนึ่ง เจ้าลองชิมดูก็รู้แล้ว ในหมู่บ้านแถบนี้ไม่มีใครทำอาหารได้อร่อยเท่าแม่ข้าสักคน”
เจียงหยวนซือทำทีคล้อยตาม “ไม่ได้บอกว่าพี่สะใภ้ของเจ้าเป็นคนทำหรอกหรือ ทำไมมาพูดถึงแม่เจ้าเสียเล่า? หรือคนที่ทำกุ้ยฮวาเกาได้เก่งที่สุดในบ้านเจ้าก็คือแม่เจ้า?”
“แม่ข้าเป็นคนสอนวิธีทำ” จูปาเม่ยเชิดหน้ากล่าวอย่างภาคภูมิใจ “คนที่เก่งกาจที่สุดในครอบครัวข้าก็คือแม่ข้า ไม่มีเรื่องไหนที่แม่ข้าทำไม่ได้ ทุกอย่างที่เจ้าซื้อไปจากเรือนข้าแล้วคิดว่าอร่อยล้วนเป็นความคิดของแม่ข้าทั้งนั้น ตอนนี้ข้ากำลังเรียนรู้จากท่านแม่ แม่ข้าบอกว่าเด็กสาวต้องเรียนรู้ไว้ให้มาก ต่อไป…”
จูปาเม่ยรู้สึกว่าตนเองพูดมากเกินไปแล้วจึงหยุดพูด
นางมองเจียงหยวนซือ แล้วเร่งอีกว่า “กลับไปเถอะ ต่อไปก็ไม่ต้องเอาอะไรมาให้ ข้าไม่รับหรอก แม่ข้าบอกว่าข้าอายุยังน้อย ยังไม่ถึงเวลาดูตัว ถ้าจะดูตัวก็ต้องรออีกสามสี่ปี ถึงตอนนั้นเจ้าค่อยมาก็แล้วกัน”
เจียงหยวนซือ “…”
ผ่านไปอีกหลายปี ผู้ใดจะมาหาเจ้า?
ตอนนี้ข้าอยากได้ตั๋วกินข้าวระยะยาวสำหรับใช้ชั่วคราวหรอกถึงได้มาหาเจ้า
เข