ายเอ่ยแซว “สวัสดีตอนสายครับ ท่านศิลปินอักษรวิจิตรผู้ยิ่งใหญ่”
แม่ปรีเข้ามาหาด้วยความตื่นเต้น “ลูกแม่ เล่ามาซิว่าเรื่องอักษรวิจิตรมันเป็นยังไงมายังไง แม่ไม่เห็นรู้เลยว่าลูกเก่งขนาดนี้?”
“ความดีความชอบของแม่ทั้งนั้นแหละครับ” หลินจือไป๋มั่วไปเรื่อยว่า “ตอนเด็กๆ แม่สมัครคอร์สเรียนพิเศษอักษรวิจิตรให้ผมไม่ใช่เหรอครับ”
แม่เบิกตากว้าง มันก็มีเรื่องแบบนี้อยู่จริงๆ นี่นะ ตอนเด็กๆ หลินจือไป๋เคยเรียนวิชาความสามารถพิเศษมาไม่น้อย หนึ่งในนั้นก็รวมถึงอักษรวิจิตรด้วย
แต่ไอ้คอร์สเรียนพิเศษอักษรวิจิตรพรรคนั้น จะปั้นศิลปินอักษรวิจิตรอันดับหนึ่งของบลูสตาร์ออกมาได้เลยเหรอ!?
พี่สาวก็ขยับเข้ามาเช่นกัน สายตาจ้องเขม็งไปที่หลินจือไป๋ “เงินหกร้อยล้านจากการประมูลงานอักษรวิจิตร บริจาคไปหมดเลยเหรอ?”
หลินจือไป๋พยักหน้า พี่สาวรู้สึกปวดใจขึ้นมาทันที ตะโกนก้องตัวพลางโอดครวญ “เงินตั้งเยอะแยะ!”
หลินจือไป๋ขำ “เมื่อก่อนไม่เห็นรู้เลยว่าพี่งกเงินขนาดนี้”
พี่สาวมองค้อน “ฉันไม่ได้งกเงิน แต่นั่นมันตั้งหกร้อยล้านเชียวนะ!”
พูดจบ พี่สาวก็ทำหน้าคาดหวังเต็มเปี่ยม “ปู่ได้บอกใบ้อะไรนายไหม เขาอยากเลือกนายเป็นทายาทหรือเปล่า?”
หลินจือไป๋กะพริบตาปริบๆ “ความคิดของคุณปู่อย่าไปเดาเลย”
พ่อเอ่ยขึ้นว่า “เมื่อกี้ปู่ลูกเพิ่งโทรหาพ่อ บอกว่าเรื่องที่เราจะบุกเบิกตลาดต่างทวีป จะให้ลูกเป็นผู้รับผิดชอบหลัก ท่านยังอยากเห็นความสามารถในการทำงานด้วยตัวค