ลได้หลายร้อยล้านเหมือนกัน แต่นั่นมันมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ หรือกระทั่งงานที่ถูกบันทึกในหน้าประวัติศาสตร์ เป็นของหายากที่ไม่มีผลิตอีกแล้ว แถมยังมีมูลค่าความเป็นวัตถุโบราณอีก!’
‘แต่ไปตี้เป็นศิลปินอักษรวิจิตรยุคปัจจุบันนะ! เขายังหนุ่มขนาดนี้ งานอักษรวิจิตรยังไม่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์อะไรเลยด้วยซ้ำ!’
‘วันนี้ที่ไปตี้ระเบิดโทสะเพื่อฉินโจวเหรอ?’
‘ไม่หรอก ฉันรู้สึกว่าหลักๆ แล้วไปตี้ทำเพื่อคุณปู่หลินเจามูของเขามากกว่า!’
‘จูเกอชิวเหลียงเหยียบย่ำหลิวอั้น ทำให้สถานการณ์ของหลินเจามูพลอยกระอักกระอ่วนไปด้วย ไปตี้ในฐานะหลานชายคนเล็กที่ผู้เฒ่ารักที่สุด จึงบันดาลโทสะขึ้นไปตบหน้ากลางเวที’
‘ผลคือการตบหน้าคราวนี้ดังสนั่นเกินไป’
‘คาดว่าผู้เฒ่าหลินเองก็คงคิดไม่ถึงว่า ขนาดควักเงินห้าร้อยล้านแล้ว ยังซื้อผลงานของหลานชายแท้ๆ ตัวเองไม่ได้เลย!’
บ้านหลินจือไป๋ หลินเชิ่งเทียนตาลุกวาวเป็นสีเขียว “แค่สองสามร้อยตัวอักษรก็หกร้อยล้านแล้ว!?”
หลินซีกล่าวอย่างมาดร้าย “รอเสี่ยวเฮยกลับมา จะจับขังลืมแล้วบังคับให้เขียนหนังสือไม่หยุดเลย!”
พ่อหัวเราะ “ลูกนี่ใจดำอำมหิตยิ่งกว่าคุณปู่ที่เป็นนายทุนหน้าเลือดอีกนะเนี่ย”
แม่กลับรู้สึกปวดใจ “เจ้าเด็กเสี่ยวเฮยคนนี้ทำไมไม่บอกกันก่อนนะว่าลายมือเขามีค่าขนาดนี้ ที่บ้านเราไม่มีงานเขียนอื่นของเขาเก็บไว้บ้างเลยเหรอ?”
“หนูมีวิธี” หลินซีกล่าว “แม่ก็ซื้อบ้านให้เขาสักหลังสิคะ โฉนดใส่ชื่อเขาแ