ภบทศาลากล้วยไม้ได้ดื่มเหล้าไปนิดหน่อย ดังนั้นตอนที่สร้างสรรค์ผลงานชิ้นนี้จึงอยู่ในสภาวะมึนเมาเล็กน้อย หลินจือไป๋ไม่ได้ดื่มเหล้าก่อนขึ้นเวที แต่กลับรู้สึกเคลิบเคลิ้มราวกับเมามายไปด้วย นี่นะหรือขอบเขตฟ้าคนหลอมรวมเป็นหนึ่ง? นี่นะหรือขอบเขตของอักษรวิจิตรระดับสมบูรณ์แบบ?
หลินจือไป๋ไม่รู้แล้วว่า สิ่งที่ตัวเองเขียนอยู่ยังเรียกว่าอักษรวิจิตรอยู่หรือไม่ หลินจือไป๋ถึงขั้นลืมไปแล้วว่าตัวเองกำลังเขียนหนังสือ ข้อมือของเขายกสูง น้ำหมึกสีดำสนิทที่สะท้อนเข้าสู่สายตากลับแปรเปลี่ยนเป็นสีสันมหัศจรรย์นับหมื่นพันดุจเมฆเหินน้ำไหล
“แม้นจริตรับละจะแตกต่าง สงบวุ่นวายมิเหมือนกัน ยามพึงใจสิ่งที่พบได้ครองชั่วคราวก็สุขล้นลืมชรา ครั้นเบื่อหน่ายผันแปรตามกาลเวลา ความอาลัยย่อมตามมา”
“สิ่งที่เคยชื่นชม เพียงชั่วก้มเงยกลับกลายเป็นอดีต มิอาจหักใจไม่ถวิลหา อีกทั้งอายุขัยตามลิขิตฟ้าท้ายสุดย่อมสูญสิ้น! โบราณว่าเกิดตายเรื่องใหญ่ จะมิให้รวดร้าวใจได้อย่างไร!”
เจ็บปวด! สุขสม!
ที่แท้การเขียนอักษรก็กลายเป็นความเพลิดเพลินรูปแบบหนึ่งได้ หลินจือไป๋มีความสุขอยู่กับสิ่งนี้ จนแทบจะลืมเลือนทุกสิ่งรอบกาย เขาได้หลุดพ้นแล้ว นี่แหละคือขอบเขตแห่งปราชญ์อักษรวิจิตร!
แน่นอนไม่ใช่ทุกคนจะเข้าใจอักษรวิจิตร ดังนั้นคนที่มีปฏิกิริยาก่อนเป็นอันดับแรกคือ ศิลปินอักษรวิจิตรในคณะตัวแทนของแต่ละทวีป แต่เมื่อตัวอักษรภายใต้ปลายพู่กันของหลินจือไป๋เพิ่มมากขึ