จนรวมหัวกันกดขี่ เขารู้สึกอับอายแทนจริงๆ!
หวงอวี้โหลวแสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน ยังคงจ้องมองหลินจือไป๋ต่อไป หลินจือไป๋กวาดสายตามองไปทั่วงาน สุดท้ายหยุดสายตาอยู่ที่ใบหน้าของจี้เฉวียนไท่ “คุณก็คิดว่าคุณชนะแล้วเหรอครับ?”
จี้เฉวียนไท่รู้สึกประหม่า เหงื่อซึมออกที่แผ่นหลังโดยไม่มีสาเหตุ เขาฝืนทำตัวสงบแล้วกล่าวว่า “บทกวีนั่นดีหรือแย่ย่อมมีข้อสรุปของสาธารณชนเอง ผมในฐานะผู้เกี่ยวข้องไม่สะดวกพูดมากครับ แต่ทักษะพู่กันของอาจารย์ไปตี้นั้น ยากที่จะขึ้นสู่ทำเนียบความสง่างามได้จริงๆ ยังต้องหมั่นฝึกฝนให้มากครับ”
“ไม่คิดเลยว่าแก่นแท้ของงานประชุมกวีนิพนธ์ กลับกลายเป็นการประชุมอักษรวิจิตรไปซะได้” หลินจือไป๋มองทุกคนด้วยสายตาเย้ยหยัน
หวงอวี้โหลวเริ่มรู้สึกเสียหน้า เขาอดไม่ได้ที่จะขึ้นเสียง “เพราะวันนี้บทกวีของพวกคุณทั้งสองสูสีกัน ผลเลยจำเป็นต้องใช้อักษรวิจิตรเป็นเกณฑ์ตัดสินในท้ายที่สุด ยิ่งไปกว่านั้นอักษรวิจิตรสำหรับพวกเราเหล่าปัญญาชนก็เป็นสิ่งที่สำคัญเป็นพิเศษอยู่แล้ว…”
หลินจือไป๋หัวเราะ หวงอวี้โหลวถลึงตากล่าว “คุณหัวเราะอะไร?”
หลินจือไป๋กล่าวอย่างเรียบเฉย “ในเมื่อเป็นการแข่งขันบทกวี ผมเลยไม่อยากใช้ทักษะพู่กันรังแกคน กลับคิดไม่ถึงว่าจะถูกตัดสินให้แพ้ด้วยเหตุผลที่ว่าทักษะพู่กันไม่ดี นี่ไม่น่าขำเหรอครับ?”
“ฮ่าๆๆๆๆ!” เกออูหัวเราะเสียงดัง “อาจารย์ไปตี้รู้สึกว่าการที่ตัวเองพ่ายแพ้เพราะทักษะพู่กันเป็นเรื่องน่าขำ ห