ขุนเขานั้นทำให้ผู้คนรู้สึกเกรงขาม!
ปลายพู่กันของหลินจือไป๋ลากผ่านขอบแท่นฝนหมึก จากนั้นก็เขียนตัวอักษรแรกลงไป! เพียงอักษรเดียวทุกคนก็ดูออกว่านี่คืออักษรสิง! ไปตี้ต้องการพิสูจน์ว่าทักษะพู่กันของตัวเองไม่ได้แย่? ทักษะพู่กันไม่ใช่ว่าตั้งใจเขียนแล้วจะดีขึ้นได้สักหน่อย พื้นฐานมันเปลี่ยนกันไม่ได้ง่ายๆ!
ท่ามกลางความสงสัย หลินจือไป๋เขียนตัวอักษรอีกหลายตัว เมื่อนำมารวมกันกลายเป็น “ปัวชวนจื่อ·สรรเสริญดอกเหมย”
สีหน้าของทุกคนเปลี่ยนไปในที่สุด! ทักษะพู่กันนี้! อักษรสิงนี้! จี้เฉวียนไท่ตะลึงงัน! หวงอวี้โหลวตะลึงงัน! เจียงเฮอที่เดินเข้ามาดูใกล้ๆ ก็ตะลึงงันเช่นกัน! โจวไท่ถึงกับสูดหายใจเฮือก มองไปที่หลินจือไป๋ด้วยความเหลือเชื่อ!
ส่วนคุณยายจ้าวเห็นปฏิกิริยาของทุกคนก็ขยับเข้ามาดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น ผลคือมองปราดเดียวก็แทบจะกลั้นหายใจ!
“เป็นอะไรไป?”“นี่มัน?”“เขียนว่าอะไรนะ?”
คนวงนอกอยากรู้อยากเห็น แต่คนวงในกลับพูดไม่ออกแม้แต่ครึ่งคำ ทุกคนมองดูหลินจือไป๋ตวัดพู่กันอย่างเหม่อลอย เนื้อหาบนกระดาษเชวียนจื่อเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ!
“ริมสะพานขาดนอกสถานีมาเร็ว บานเดียวดายไร้เจ้าของ”
“พลบค่ำระทมทุกข์ลำพังช้ำเจอลมฝนกระหน่ำ”
“ไร้เจตนาชิงวสันต์ ปล่อยให้เหล่าบุปผาริษยาไป”
“ร่วงหล่นสู่โคลนตมแหลกเป็นธุลี มีเพียงกลิ่นหอมยังคงเดิม”
อักษรสิงให้ความสำคัญกับการแสวงหาความราบเรียบในความเสี่ยง ข้อความทั้งหมดรวมชื่อเรื่องแล้วมี