และถือโอกาสแสร้งทำเป็นว่าแต่งสดก็พอแล้วไม่ใช่เหรอ?
“ถ้าอย่างนั้นทุกคนเห็นด้วยนะคะ” อวิ๋นหลานเห็นว่าฝูงชนมีอารมณ์ค่อนข้างตื่นเต้น จึงกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ถ้าอย่างนั้นใครที่อยากเข้า ก็เชิญร่ายบทกวีได้เลย โถงนี้มีทั้งหมดสี่ประตู ดิฉันกับอาจารย์จ้าว อาจารย์เจียง และอาจารย์หวง จะดูแลประตูคนละบาน บริเวณด้านหลังดิฉันส่วนใหญ่เป็นเหล้ามดเขียว ด้านหลังอาจารย์อีกสามท่านก็จะเป็นเหล้าสยงหวง เหล้าฉยงอวิ่ และเหล้าถูซูค่ะ วันนี้ทุกท่านอยากดื่มเหล้าอะไรก็เชิญเข้าประตูนั้นได้เลย”
“ไม่อย่างนั้นผมขออนุญาตเข้าก่อนทุกท่านเลยนะครับ?” จี้เฉวียนไท่ก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ประสานมือคารวะต่อทุกคน “แค่ยากลิ้มรสความหอมหวานของเหล้ามดเขียว”
หลินจือไป๋ปวดฟันเล็กน้อย บรรดานักเขียนเหล่านี้พอมาถึงงานประชุมกวีนิพนธ์ต่างก็พูดจาด้วยสำเนียงโบราณกันหมด ถึงขนาดที่ตัวเขาเองก็พลอยเข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม ไม่รู้ว่าปกติเวลาส่วนตัวพวกเขาพูดคุยกันแบบนี้หรือเปล่า จะหลุดคำสบถออกมาบ้างไหม?
“เชิญอาจารย์เสี่ยวจี้!” นักเขียนหลายคนต่างก็ประสานมือแสดงความอ่อนน้อมถ่อมตน จี้เฉวียนไท่อายุน้อย ทุกคนจึงเรียกเขาว่าอาจารย์เสี่ยวจี้ น่าจะคล้ายกับที่โจวไท่เรียกหลินจือไป๋ว่าน้องหลิน
จี้เฉวียนไท่เดินไปที่ด้านหน้าของอวิ๋นหลานพลางยิ้มกล่าว:
“วายุบูรพาพัดตามวายุปักษิณ หมูรุกขาร้างใบวางเปล่า ลมโหมกระหน่ำมิอาจพราก ดอกเหมยยังโอบเผยสีแดงใหม่ไว้ในทร