ี๋หรานกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
เหล่าลูกสะใภ้ห่อเหี่ยวลงทันตา
“เงินค่าทำชาดกับย้อมสีผ้า ข้าไม่ได้หักพวกเจ้ากระมัง?” เย่อวี๋หรานกล่าว “กระทั่งของที่หลี่ซื่อเอาไปขาย พวกเจ้าก็เอาของส่วนกลางไปขายเช่นกัน ข้าไม่ได้ว่าอะไรเลยใช่ไหม?”
“แต่…ล้วนเป็นเส้นมันเทศ ทำไมต้องแบ่งว่าเป็นส่วนกลางหรือไม่ส่วนกลางด้วยล่ะเจ้าคะ?” หลิวซื่อไม่ยินยอมพร้อมใจ
ให้นางเบิกตามองเงินก้อนหนึ่งหายวับไปต่อหน้าต่อตาโดยไม่ทำอะไรนั้นยากเกินกว่าจะยอมรับได้จริง ๆ
แม้หลี่ซื่อกับหลินซื่อจะไม่ได้พูดอะไร แต่สายตาที่มองมาก็บ่งบอกความหมายเดียวกัน
“ตอนที่ขายชาดร่วมกันกับสกุลอวี๋ พวกเจ้าคงจำได้กระมัง?” เย่อวี๋หรานกล่าว “ครั้งนี้ก็เหมือนกับครั้งนั้น ข้าไม่คิดว่าจะมีปัญหาตรงไหน”
“ท่านแม่…” หลิวซื่อยากจะยอมรับ แต่นางไม่กล้าพูด จึงสะกิดจูเอ้อร์
จูเอ้อร์ไม่ฉลาดพูด ความคิดอ่านก็ไม่ว่องไว ไม่เข้าใจสักนิดว่าภรรยาของตัวเองกำลังไม่พอใจอะไรอยู่
เขากล่าวว่า “เจ้ามาสะกิดข้าทำไม? ของส่วนกลางก็คือของพวกเราไม่ใช่หรือ?”
หลิวซื่อถลึงตามองเขาอย่างโมโห จะเหมือนกันได้อย่างไร? ของส่วนกลางเป็นของสกุลจู ไม่ใช่ของพวกเราสองสามีภรรยาเสียหน่อย เข้าใจไหม?
สามีคนนี้คิดบัญชีเป็นไหมเนี่ย?
“ท่านแม่ เช่นนั้น…พวกข้าก็ไม่ได้เงินใช่ไหมเจ้าคะ?” นึกถึงน้องสาวสองคนกับหลานสาวอีกสามคน หลินซื่อก็ถามขึ้นเสียงค่อย
“จะไม่มีได้อย่างไร? กำไรก็แบ่งให้พวกเจ้าแล้วนี่นา?” เย่อวี๋ห