ย
เพียงแต่ผู้เข้าแข่งขันกับผู้ชมไม่รู้ คิดว่าเป็นการจัดแบบสุ่ม
การแข่งขันเริ่มต้นอย่างเป็นทางการ เจียงเทากล่าวอย่างเคร่งขรึมว่า
“โคลงต้นของผมคือ ‘วานเคาะกระดานค้นหาจื่อลู่’ (ทางเดินหมาก)”
วานเคาะกระดานค้นหาจื่อลู่?
เมื่อกลอนนี้ปรากฏ ทุกคนแทบจะมีสีหน้าลำบากใจ
แต่ละคนล้วนเป็นมืออาชีพ เห็นปุ๊บย่อมรู้ว่าโคลงต้นนี่ไม่ง่ายเลย
ความหมายชั้นแรกคือ เมื่อคืนวานเล่นหมากไม่รู้ตาต่อไปควรลงหมากตรงไหน จึงคีบหมากเคาะโต๊ะช้าๆ เพื่อมองหาจุดลงหมากในก้าวถัดไป
ถ้ามีเพียงความหมายชั้นเดียวนี้ก็ต่อได้ไม่ยาก ทุกคนในที่นี้ต่างก็ลองดูได้
แต่โคลงต้นบทนี้ยังมีความหมายชั้นที่สองอยู่อีก
เพราะ ‘จื่อลู่’ เป็นศิษย์ของขงจื่อ ในที่นี้จึงอาจตีความเป็นชื่อบุคคลได้
ดังนั้นคำว่า ‘ค้นหาจื่อลู่’ จึงตีความได้ว่า ในใจโหยหาปราชญ์ อยากตามหาศิษย์เอกของขงจื่ออย่างจื่อลู่มานั่งเล่นหมากเป็นเพื่อน…
“โคลงต้นนี้แยบยลมาก”
แม้แต่ปรมาจารย์โคลงคู่ทั้งห้าก็เริ่มจนใจ
หลินจือไป๋กำลังจะตอบแต่ทันใดนั้นกลับเห็นปรมาจารย์โจวไท่กดปุ่มขึ้นมากะทันหัน
จากนั้นปรมาจารย์โจวไท่เอ่ยอย่างครุ่นคิดว่า
“คำนี้บรรเลงพิณเสอบรรจบเสียงชุนเชิง”
เจียงเทาสีหน้าเปลี่ยน ค้อมมือคารวะ
“อาจารย์โจวช่างปราดเปรื่องจริงๆ ศิษย์นับถือ!”
โคลงรองงดงามมาก!
เพราะตัวอักษรสองตัวท้ายในโคลงรองนี้ไม่ใช่แค่ความหมายตามตัวอักษร แต่ยังเป็นชื่อมหาเสนาบดีผู้เลื่องชื่อในอดีตกาลของบลูสตาร์ด้วย!