อนไว้ก่อนว่าความยากของโคลงต้นรอบนี้สูงกว่ารอบแรกมากพอสมควรนะคะ…”
“เดี๋ยวก่อนครับ”
ก่อนที่พิธีกรจะเปิดเผยโคลงต้นสิบบทของรอบสอง จู่ๆ ตัวแทนจากวิทยาลัยศิลปะฉีโจวก็เอ่ยขึ้นมา
“ผมมีเรื่องอยากพูดครับ”
“เชิญเลยค่ะ”
พิธีกรใจหายวาบ กลัวว่าจะมีปัญหาอะไรโผล่มาอีก
ตัวแทนคนนั้นกล่าวว่า
“ในรอบแรกมีนักเรียนของสถาบันเราตั้งข้อสงสัยต่อคุณหลินจือไป๋ ในนามครูของวิทยาลัยศิลปะฉีโจวผมต้องขอแสดงความขอโทษอย่างสูงครับ”
พูดจบเขาหันไปมองกรรมการทั้งสามท่าน
“โจทย์รอบที่สองนี้น่าจะถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้วเหมือนกันใช่ไหมครับ?”
กรรมการทั้งสามพยักหน้า
หลินจือไป๋เลิกคิ้วเล็กน้อย
ตัวแทนคนนั้นพูดต่อ
“พูดอีกอย่างก็คือโจทย์รอบสองก็ไม่อาจตัดความเป็นไปได้ว่าจะถูกเปิดเผยล่วงหน้า”
“ดังนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดข้อสงสัยซ้ำขึ้นอีก จนทำให้นักเรียนของวิทยาลัยศิลปะฉินโจวต้องถูกกล่าวหาอย่างไม่เป็นธรรม”
“ผมจึงขอเสนอว่าโจทย์รอบสองควรถูกเปลี่ยน”
“หลินจือไป๋ก็จะได้อาศัยผลงานรอบสองนี้ลบล้างข้อครหาของตัวเองได้อย่างสิ้นเชิงครับ…”
คำพูดนี้ดังขึ้นบรรยากาศในงานก็พลันอื้ออึงทันที
“เรื่องเยอะจริงๆ!”
“นี่มันยังจะสงสัยวาวิทยาลัยฉินโจวเปิดเผยโจทย์ให้เด็กตัวเองอีกเหรอ?”
“ปากพูดดูดีมีเหตุผลแต่จริงๆ ก็คือยังไม่วางใจในศักดิ์ศรีของฉินโจวนั่นแหละ”
“จะเปลี่ยนโจทย์กะทันหัน?”
“เหอะๆ”
“เปลี่ยนก็เปลี่ยนสิ”
“ฉันเชื่อไปตี้!”
“ประเด็นคือมันไ