่ได้มีส่วนร่วมก็พอ สำหรับสาขาประวัติศาสตร์และทฤษฎีศิลป์ที่ หลินจือไป๋ เรียนอยู่ การมีคนเก่งด้านกลอนคู่หลายคนไม่ใช่เรื่องแปลก
ที่เรียกว่าการแต่งกลอนคู่ก็คือ การแต่งคำสองบรรทัดให้รับสัมผัสกัน กลอนคู่มีชั้นเชิงมากมายเป็นขนบวิชาการจีนที่สืบทอดกันมาหลายพันปี ในโลกก่อนมีหลักเกณฑ์ละเอียดอ่อน และเช่นเดียวกับบทกวี กลอนคู่จัดอยู่ในสุนทรียะแบบนักเลงวรรณศิลป์ แต่ศิลปะแบบนี้ในโลกเดิมของสังคมเมืองสมัยใหม่กลับค่อยๆ เงียบเหงาเสื่อมความนิยม เหลือเพียงการหวนระลึกถึงความละเมียดละไมของบรรพชนเป็นครั้งคราว แต่บนบลูสตาร์กลับตรงกันข้าม การแข่งขันกลอนคู่มีจัดกันไม่ขาด ผู้คนสมัยใหม่ของโลกนี้ยังคงสนใจรสนิยมทางวรรณศิลป์ที่สืบทอดจากโบราณมาจนถึงปัจจุบันอย่างแรงกล้า
หลินจือไป๋ พอเดาเจตนาของอธิการบดีออกแล้ว ตามคาดอธิการบดีถามขึ้นทันทีว่า “เธอสนใจเข้าร่วมไหม?”
หลินจือไป๋ ส่ายหัวทันควัน “ผมไม่ค่อยถนัดต่อกลอนคู่ครับ”
อธิการบดียิ้มอีกครั้ง “ชั้นเชิงภาษาของไปตี้อย่างเธอ จะไม่ถนัดกลอนคู่ได้ยังไงกัน?”
ผู้บริหารสถาบันต่างเคยฟังบทเพลงของไปตี้กันมาแล้ว พอรู้อยู่ว่าฝีมือด้านเนื้อเพลงของไปตี้นับว่าไม่ธรรมดา ทุกคนแทบจะมั่นใจเลยว่า หลินจือไป๋ มีของ
“ผมไม่ถนัดจริงๆ ครับ”
หลินจือไป๋ รู้ดีว่า ‘ชั้นเชิงภาษา’ ของตัวเองอยู่ระดับไหน ยังไม่ถึงกับหลอกตัวเอง
“งั้นขอพูดตรงๆ เลยนะ” อธิการบดีเอ่ยอย่างจริงใจ “การแข่งขันกลอนคู่นี้ฉันอยากขอให