้เธอมาร่วมด้วย ไม่ต้องกังวลเรื่องอันดับ ผู้เข้าแข่งล้วนฝีมือสูงกันทั้งนั้น แถมยังมีเซียนสายกลอนคู่อยู่ด้วย จะแพ้ก็เป็นเรื่องปกติ แต่สถาบันเราอยากให้เธอมาช่วยเป็นหน้าเป็นตา เรียกกระแสให้เวที…”
หลินจือไป๋ เข้าใจทันที สถาบันอยากอาศัยชื่อเสียงของ ‘ไปตี้’ เพื่อดึงความสนใจจากภายนอกมาที่การแข่งขันกลอนคู่ของวิทยาลัยศิลปะฉินโจว สำหรับ หลินจือไป๋ แล้ว ถึงแพ้ก็ไม่ได้เสียหน้า เพราะเขาเป็นคนในวงการเพลง เพียงแต่คนทั่วไปมองว่าเขาเขียนเนื้อเพลงได้ดีก็เท่านั้น
“ก็ได้ครับ”
ท้ายที่สุด หลินจือไป๋ ก็ยังเห็นแก่หน้าอธิการบดี มากสุดก็แค่ต่อกลอนไม่ออก ใครจะไปคาดหวังว่าคนทำเพลงต้องเก่งกลอนคู่ขนาดไหนกันล่ะ? ยังไงก็ไม่ได้หาเลี้ยงปากท้องด้วยเรื่องนี้สักหน่อย อีกอย่างมีระบบอยู่แล้ว หลินจือไป๋ ก็ยังจำกลอนคู่มากมายจากชาติก่อนได้ ไม่แน่ตนอาจต่อกลอนออกมาดีเป็นเรื่องเป็นราวก็ได้นะ?
“งั้นตกลงตามนี้นะ เดี๋ยวสถาบันจะใช้ชื่อไปตี้ของเธอเป็นจุดขายหลักในการประชาสัมพันธ์เลย!”
อธิการบดีตื่นเต้นยกใหญ่ จับมือ หลินจือไป๋ แน่น หลินจือไป๋ พยักหน้า คิดเสียว่าได้มีส่วนร่วมกับกิจกรรมในมหาวิทยาลัยแบบจริงจังสักครั้งก็แล้วกัน
จากนั้นอธิการบดีก็แจ้งต่อว่า การแข่งขันกลอนคู่จะจัดขึ้นในอีกสองวัน พร้อมสรุปข้อควรระวังต่างๆ หลินจือไป๋ พยักหน้าอีกครั้ง คิดในใจว่านี่นับว่าฉันช่วยเหลือจุนเจือสถาบันแล้วกัน ถ้าเกิดปีนี้มีวิชาไหนหลุด หวังว่าอธิการบ