ามปากกาไปเริ่มต้นใหม่ก็ได้”
“เฮอะๆ จะเปลี่ยนนามปากกาแล้วคิดจะทำให้มีอิทธิพลเท่าตอนนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายหรอกนะ นามปากกาปู่เยโหวนี่มีมูลค่าสูงมาก นักเขียนทั่วไปเขียนพล็อตเรื่องแบบนี้จะปลุกให้ผู้อ่านลุกมาชุมนุมประท้วงกันในโลกความเป็นจริงได้เหรอ?”
คนในวงการต่างเห็นพ้องกันว่าปู่เยโหวจบเห่แล้ว ต่อให้ตัวนักเขียนยังพอแก้ตัวได้ แต่อย่างน้อย ‘ตำนานศึกเทพอินทรี’ ก็หมดหนทางกู้คืนแล้ว และความล้มเหลวของนิยายเล่มนี้ก็จะกระทบไปถึงนิยายกำลังภายในเล่มที่สามในแผนไตรภาคมังกรหยกของปู่เยโหวด้วย เพราะทั้งสามภาคย่อมส่งแรงสะเทือนกันเป็นลูกโซ่
แม้แต่สื่อก็เริ่มรายงานข่าวว่ายอดขาย ‘ตำนานศึกเทพอินทรี’ ซบเซา ดูจากแรงกระเพื่อมของข่าวเหมือนว่าเล่มนี้กำลังจะกลายเป็นผลงานที่ล้มเหลวที่สุดของปู่เยโหวไปแล้ว
ครอบครัวหลินเซี่ยยิ่งได้ใจ หลินเพิ่งเอ่ยว่า “นิยายเล่มนี้ขายไม่ออกแล้ว!”
หลินหูกล่าว “รอบนี้บ้านเราเฮสองเด้งเลย อย่างแรก ‘ตำนานศึกเทพอินทรี’ ล้มเหลวก็ย่อมกระทบละคร อย่างที่สองเล่มนี้สำนักพิมพ์เสินฮว่าเป็นคนออก พอ หลินจือไป๋ เป็นประธานสำนักพิมพ์เขาคงปวดหัวแย่สิ?”
หลินเซี่ยพูดว่า “ปล่อยให้เจ้าหนูนั้นร้อนใจตายไปเลยยิ่งดี!”
มีเพียงหลินเป้าที่ไม่ปริปาก เขากำลังอ่านนิยาย ‘ตำนานศึกเทพอินทรี’ ไม่วางทิ้งเพราะฉากของเซียวเหล่งนึ่ง อ่านไปอ่านมา…
แววตาของหลินเป้าก็ค่อยๆ ฉายแววซับซ้อน
นิยายเล่มนี้ยิ่งอ่านก็ยิ่งเข้มข้นจริงๆ!
เมื่อ