เหลือเพียงคนสุดท้ายคือ ฮั่วเหมย
ที่ปีนี้อายุใกล้ ย่างเข้าห้าสิบแล้ว ฮั่วเหมยเป็นนักแสดง ผู้ชมทั่วไปจึงไม่ได้ตั้งความหวังมากนัก
กลับเป็นบรรดาแฟนคลับที่เธอสั่งสมมาหลายปีที่ตื่นเต้นดีใจกันสุดๆ
“นั่นฮั่วเหมยนี่!”
“ชอบเธอมากเลย!”
“ฉันเคยดูละครโทรทัศน์ของเธอตั้งหลายเรื่อง!”
“ฉันก็ชอบนิสัยเธอนะ ปากกล้าไม่กลัวว่าจะไปขัดใจใคร”
“แต่ดูจากสภาพแล้ว มีริ้วรอยแล้วนะ”
“ก็อายุจะห้าสิบแล้วนี่นา”
“มีริ้วรอยก็เป็นเรื่องปกติแหละ”
บนโลกออนไลน์ก็กำลังถกเถียงกัน
‘เหลือพี่สาวคนสุดท้ายแล้ว’
‘ปิดท้ายเวที! อย่าเถียงเลยฉันรู้ว่าตามเดิมคำนี้ไม่ได้หมายถึงปิดท้าย แต่พูดกันติดปากแบบนี้เอง ยังไงความหมายพวกเธอก็เข้าใจกันนี่เนอะ’
‘เอ๋?’
‘สังเกตไหมว่าฮั่วเหมยใส่ชุดสีสดมาก?’
‘ดาราหญิงวัยนี้คนนักที่จะกล้าใส่เสื้อผ้าสีสดขนาดนี้’
‘ไม่เข้ากับอายุเธอเลยสักนิด’
‘นี่คงไม่ยอมแก่ละสิ’
‘เธอจะร้องเพลงอะไรนะ?’
‘เดาว่าคงเหมือนพี่สาววัยใกล้ๆ กันคนอื่นๆ แหละ ร้องเพลงรักแนวเดิมๆ ที่เชยๆ หน่อย’
‘ฉันไม่ได้มีเจตนาไม่ดีนะ แต่พวกเธอตามยุคสมัยไม่ค่อยทันจริงๆ ยิ่งเธอเป็นนักแสดงด้วย’
ก้าวขึ้นเวที มือที่ฮั่วเหมยใช้จับไมโครโฟนออกแรงบีบแน่นเล็กน้อย ไม่มีใครรู้ว่าในใจเธอกำลังคิดอะไรอยู่
แล้วฮั่วเหมยกำลังนึกย้อนถึงบทสนทนาของพี่สาววัยใกล้เคียงกันหลายคน
ครู่ถัดมา ฮั่วเหมยยกไมค์ขึ้นร้องอย่างแผ่วเบาว่า
“ฉันมีดอกไม้หนึ่งดอก เติบโตอยู่ในใจฉัน กลีบยังตู