ในใจใส่ต้นถั่วเหลือง ตวัดเคียวฉับ ๆ เด็ดขาดฉับไวยิ่งนัก
ไม่ได้ทำงานไปพลางพูดคุยหัวเราะกันเหมือนตอนก่อนหน้านี้อีกแล้ว
นี่คงเป็นการทำงานที่น่าอึดอัดมากที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตของพวกเขาแล้ว
สุดท้ายแล้วยามสนธยาก็มาถึง
แม้สถานการณ์จะไม่สู้ดี เมื่อยามพลบค่ำมาถึง จูต้า จูเอ้อร์ จูซื่อ และจูอู่ก็ยังคงต้องแบกต้นถั่วเหลืองไว้บนไหล่แล้วเดินทางลงมาจากบนเขา
ขณะเดียวกัน จูซานเสิ่นและจูซื่อเสิ่นเห็นสีท้องฟ้าแล้วก็ยิ่งกระวนกระวายใจ
“ท่านพ่อ ท่านแม่ ฟ้าจะมืดแล้วนะเจ้าคะ…” พวกนางเอ่ยเตือนพ่อเฒ่าจูและแม่เฒ่าจู
ตลอดทั้งบ่ายนี้ ครอบครัวพวกนางไม่ได้ทำอันใดทั้งสิ้น เพียงรวมตัวกันนั่งอยู่ในเรือนช่วยออกความคิดให้จูเหล่าโถว
แต่ช่วยกันคิดจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีความคิดใดที่พอจะสามารถนำไปใช้ได้เลย
“ทำไมฟ้ามืดไวเช่นนี้?!” จูเหล่าโถวเงยหน้ามองแล้วก็ต้องกลัดกลุ้ม
“เข้าฤดูใบไม้ร่วงแล้ว ฟ้าก็จะมืดเร็วขึ้นเรื่อย ๆ น่ะสิ…” จูเหล่าซื่อกล่าวเป็นเชิงสะท้อนใจ
“แต่เจ้าใหญ่ยังไม่มีแผนรับมือเลยนะ” แม่เฒ่าจูกล่าว “เจ้าใหญ่จะทำอย่างไรเล่า? พอฟ้ามืด เขาก็ต้องกลับไปแล้ว”
“หดหัวก็หนึ่งมีด โผล่หัวก็หนึ่งมีด แล้วจะทำอย่างไร?” ใบหน้าจูเหล่าซานฉายแววลำบากใจ “พี่ใหญ่ทำเรื่องแบบนี้เอง พวกเราคิดหาวิธีการไปก็ไร้ประโยชน์ พี่สะใภ้เป็นคนแบบนั้น พวกเราทั้งบ้านไม่มีใครรับมือนางได้หรอก”
ทันใดนั้น ทุกคนก็พลันเงียบงันไป
เพราะเขาพูดไม่ผิด ถ้าเย่อวี