แรงกายและกำลังสมอง ตอนนี้เย่อวี๋หรานอารมณ์ขุ่นมัวยิ่งนัก
นางมีสีหน้าเย็นเยียบ มองคนที่อยู่ในเรือนก็รู้สึกขัดหูขัดตาอย่างมาก
“พวกนางสองคนตีกันแล้ว พวกเจ้าที่ยืนอยู่รอบ ๆ ตายกันหมดแล้วหรือไร? ยังไม่รู้จักจับแยกอีก?”
“เมียเจ้าใหญ่ เด็กร้องขนาดนั้นแล้ว เจ้าก็ไม่รู้จักปลอบ?”
“จูปาเม่ย โตขนาดนี้แล้ว แค่เด็กคนเดียวยังดูแลไม่ได้ เลี้ยงเจ้าจนโตมาขนาดนี้จะมีประโยชน์อะไร?”
……
ทุกคนที่ยืนอยู่รอบ ๆ ล้วนถูกเย่อวี๋หรานด่ากราดรายคน
แม้จะด่าอย่างรุนแรง แต่เห็นได้ชัดว่าคนสกุลจูคุ้นเคยเสียแล้ว ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใดจึงรู้สึกโล่งอกขึ้นมา
ราวกับว่า อ้อ ท่านแม่โมโหแล้ว เช่นนั้นเรื่องนี้ก็ถือว่าผ่านไปแล้วล่ะ
เย่อวี๋หรานให้จูต้ากับจูเอ้อร์ยกเก้าอี้มาให้นางนั่ง ด่าเสร็จแล้วก็สั่งให้หลิวซื่อกับหลี่ซื่อยืนเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นต่อหน้านาง
เมื่อทั้งเรือนเงียบสงบลงอีกครั้ง เด็กน้อยทั้งสองที่กำลังร้องไห้งอแงก็ได้หลิ่วซื่อและจูปาเม่ยกล่อมจนหยุดร้องได้ในที่สุด
พวกนางไม่กล้าอยู่ชมความครึกครื้นในเรือนต่อไป จึงอ้างว่ากล่อมเด็กนอนหลับไปแล้วและรีบไปจากตรงนั้นทันที
ใช่แล้ว! การดูเรื่องสนุกไม่สำคัญเท่ากับการรักษาชีวิตนะ
ครั้นมองตามเงาหลังของพวกนางที่ราวกับกำลังหนีไปเช่นนั้น ผู้ชายสกุลจูก็รู้สึกอิจฉาอยู่ครามครัน ทว่าพวกเขาไม่ได้อุ้มเด็กน้อยที่รอให้ตนเองกล่อมนอนอยู่ จึงได้แต่ยืนอยู่ที่เดิม เพื่อรับฟังคำสั่งของคนบาง