ช้เกณฑ์อะไรในการหาพันธมิตร ต้องเป็นคนรุ่นที่สามของสามบริษัทยักษ์ใหญ่เท่านั้นหรือเปล่า”
“แล้วพี่ตอบว่ายังไงครับ?”
“ผมตอบเธอด้วยความเงียบครับ”
หลินจือไปหลุดขำ
“บรรดารุ่นใหญ่ของสามตระกูลต่างเริ่มคิดเรื่องการแบ่งสมบัติกันแล้ว ส่วนรุ่นที่สองตลอดหลายปีมานี้ก็ก้าวเข้าสู่ศูนย์กลางอำนาจเรื่อยๆ เพราะงั้นเลยมีเพียงรุ่นที่สามเท่านั้นที่ต้องการคุนเผิงของพวกเรามากที่สุด”
“ใช่!”
“มีอะไรครับ?”
“ซูฉานก็พูดแบบนี้เหมือนกันครับ เธอกับเจ้านายคิดตรงกันเป๊ะ!”
หลินจือไปหัวเราะลั่น
“ที่เธอมองทะลุถึงประเด็นนี้ได้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก ดูท่าซูฉานคงคู่ควรที่คุนเผิงจะเดิมพันเพิ่มกับเธอสักหน่อยแล้ว”
ไม่สิ เสียงหัวเราะของหลินจือไปสะดุดไป จู่ๆ เขาก็เริ่มรู้สึกสงสัยขึ้นมา อดไม่ได้ที่จะย้อนนึกถึงเรื่องที่ซูฉานจงใจมาหาเขาที่ระเบียงในวันนี้ หลินจือไปคิดเอาเองโดยไม่ลังเลว่า ซูฉานต้องการยืนยันว่าตนคือไปตี้หรือเปล่า แต่ถ้าคิดให้ถี่ถ้วนแล้ว จุดมุ่งหมายของเธออาจไม่ได้มีแค่เท่านั้น? เพราะอย่างไรวิธีที่เธอจะใช้เพื่อยืนยันว่าตนคือไปตี้หรือไม่ก็ไม่ได้มีแค่วิธีนี้วิธีเดียว
“บางทีอาจไม่ใช่เพราะคิดตรงกันหรอกครับ เธอแค่กำลังสงสัยความสัมพันธ์ระหว่างเราต่างหาก” หลินจือไปเอ่ยเบาๆ
“พวกเราเผยพิรุธเหรอครับ?” เจียงเฉิงตกใจ
“ไม่น่าะครับ คนนอกถ้าเห็นเราสองคนพบกันอย่างสนิทสนมขนาดนี้ แน่นอนว่าต้องสงสัย แต่เราก็เตรียมการปกปิดเอาไว้เพียงพอแล้ว…”