เลยละครับ!”
“เจ้าลูกคนนี้นี่”
แม่บ่นอย่างไม่พอใจว่า
“อยู่ดีๆ เขาจะให้ลูกออกจากเสินฮว่าทำไมกัน เสินฮว่านะปู่เขาเป็นคนก่อตั้งนะ”
หลินโสวจัวยิ้มเล็กน้อย จากนั้นมองดูเพลงและลองร้องออกมา
ตอนแรกก็ยังติดขัดเล็กน้อย แต่หลังจากนั้นก็ค่อยๆ คุ้นชินกับทำนอง การร้องจึงราบรื่นขึ้น
แม่ฟังอย่างสนใจใคร่รู้
“ควันสงครามปะทุยังไขว่คว้าExternalรักดุจคลื่นซัดทราย ยามพบนวลนางดังธาราวสันต์สะท้อนดอกหลี
โบกกระบี่ตัดขอบฟ้า วางความถวิลหาลงแผ่วเบา ในฝันยังคงเฝ้าห่วงหาเจ้าไม่เสื่อมคลาย
จะใส่ใจไปใยว่าผู้ใดขุนนางฤาราชัน จะสนใจไปใยว่าโลกจารึกชื่อใครไว้ชั่วกาล
ขอเพียงรักลบล้างความวุ่นวายไร้สิ้นสุดใต้ฟ้าพสุธานี้
จักขอรักยืนยงดุจพาดินมั่นคงชั่วนิรันดร์ ปรารถนาอ่อนละไมดังวารีใสไร้คลื่นลม
ใครเล่าจะใส่ใจว่าผู้ใดคือเจ้าฤดูกาล…”
ตอนแรกหลินโสวจัวก็เขินอยู่บ้าง แต่พอเห็นว่าแม่ตั้งใจฟัง เขาก็ตั้งใจร้องอย่างเต็มที่
ท่อนฮุคของเพลง ‘ใต้หล้า’ จึงดังกังวานไปทั่วห้อง
“ลมทรายกระหน่ำไซร้หวั่นเกรงสิ่งใดชีวิตมีรัก ผมหงอกขาวเศร้าตรมมิอาจรั้งคงตะวันวัยเยาว
สละปฐพีดุจภาพวาดแลกยิ้มงามบุปผชาติโฉมตรู หนึ่งชีวีเฝ้าหวนหากลับคืนมาเพียงเปล่าดาย
หากใจไร้โทษทัณฑ์รักหรือชังตามแต่นาง ใต้หล้ากว้างใหญ่หนทางรักไร้สิ้นสุด
วางมือทิ้งใต้หล้าเพื่อแก้วตานงคราญ…”
ฟังจบ แม่พยักหน้ากล่าวว่า
“เพลงนี้เพราะจัง!”
หลินโสวจัวยิ้ม
“เพลงที่คุณอาเขียนย่อมไร้ที่ติอยู่แ