เลย ประโยคนี้อ้างอิงมาจากบทกวีของนาหลานซิ่งเต๋อ “ห่วนซีซา-ผู้ใดครวญหาสายลมประจิมเหน็บหนาวเพียงลำพัง” ซึ่งมีท่อนหนึ่งกล่าวไว้ว่า “อย่าให้สุรารบกวนการหลับใหลแห่งวสันต์ เล่นพนันหนังสือกระทั่งกลิ่นชาหอมฟุ้ง ยามนั้นนึกเห็นเพียงธรรมดา” เดิมทีก็คือบทกวีอยู่แล้ว
น่าเสียดายที่โลกนี้ไม่มีนาหลานซิ่งเต๋อ เพลงยังคงดำเนินต่อไป คราวนี้โจวหานจิ้นไม่ได้พูดเพ้อเจ้ออีก เพียงตั้งใจฟังอย่างเงียบๆ ในใจสั่นไหวอย่างประหลาด ถ้าจะพูดให้ดูเชยก็คือ… ให้ตายเถอะ นี่มันความรู้สึกใจเต้นชัดๆ
ความรู้สึกใจเต้นนี้ทำให้โจวหานจิ้นรู้สึกเหมือนหัวใจจะวาย เพราะจู่ๆ เขาก็นึกขึ้นได้ว่า ถ้าตัวเองต้องเจอกับเพลงนี้บนชาร์ตเพลงประจำฤดูกาล… จะชนะได้ไหม?
โจวหานจิ้นไม่แน่ใจสักเท่าไร สิ่งที่ทำให้เขาหงุดหงิดที่สุดก็คือความไม่มั่นใจแบบนี้เอง
โจวหานจิ้นนึกขึ้นได้ว่า แฟนสาวของเขาเคยบอกว่าเนื้อเพลงนี้มีการออกแบบที่แยบยล แต่เขาหามาตั้งนานก็ยังไม่เจอ “การออกแบบที่แยบยลอยู่ตรงไหนนะ?”
“ตอนจบ” หลี่เซียวมองด้วยสายตาล้ำลึก
โจวหานจิ้นยิ่งสงสัย “ตอนจบ?”
ตอนนี้เพลงจบแล้ว หลี่เซียวกล่าวเน้นคำต่อคำว่า
“กราง(Guang) ช่วง(Chuang) เซียง(Xiang) วาง(Wang) ฉาง(Chang) เซียง(Xiang) หยาง(Yang) ฉาง(Chang) ซ่วง(Shuang)…”
ตัวอักษรท้ายของแต่ละประโยคในเนื้อเพลง? ก็แค่คล้องจองไม่ใช่เหรอ?
โจวหานจิ้นคิดแบบนั้น แตวินาทีถัดมากลับอุทานว่า
“หมอนี่ลงท้ายเนื้อเพลงทุกประโยค