ิ้มแล้วพูดว่า
“เพิ่งอยู่ปีหนึ่งก็มีงานของตัวเองแล้ว แถมยังประสบความสำเร็จขนาดนี้อีก เก่งกว่าพ่อคนนี้เยอะเลย สมัยพ่อปีหนึ่งยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองยุ่งวุ่นวายอะไรอยู่”
“แล้วตอนนี้งานพ่อเป็นยังไงบ้างครับ?”
หลินจือไปถามด้วยความเป็นห่วง
“กำลังรอข่าวจากแผนกโปรดักชันนะ”
หลินตงตอบอย่างจนใจ
“แผนกโปรดักชัน?”
“แผนกโปรดักชันของเสินฮวาเรามักจะได้รับบทละครมาอยู่เสมอ
โปรดิวเซอร์เหล่านั้นจะคัดเลือกบทที่ตัวเองคิดว่ามีคุณค่า แล้วติดต่อผู้กำกับที่เหมาะสมมาถ่ายทำ
ปีนี้พ่ออ่านบทไปหลายเรื่องแล้ว แต่ยังไม่ค่อยถูกใจ เลยคิดว่าจะรอดูต่อไปเผื่อมีบทดีๆ ออกมานะ”
หลินตงไม่เคยคุยเรื่องงานกับลูกชายมาก่อน
แต่ตอนนี้หลินจือไปเริ่มโตขึ้นเรื่อยๆ หลินตงในฐานะพ่อก็เต็มใจที่จะพูดคุยแลกเปลี่ยนกับลูกชาย
หลินจือไปกล่าวอย่างครุ่นคิด
“นักเขียนบทก็เทียบได้กับคนแต่งเพลง ส่วนผู้กำกับก็เหมือนนักร้องเหรอครับ?”
“ยังมีความต่างอยู่นะ”
หลินตงอธิบายว่า
“นักแต่งเพลงมักจะเซ็นสัญญาระยะยาวกับบริษัทบันเทิง
ส่วนนักเขียนบทจะเหมือนพวกทหารรับจ้างมากกว่า
บางทีครั้งนี้ร่วมงานกับบริษัทนี้ แต่ครั้งหน้าอาจร่วมงานกับบริษัทอื่นก็ได้
แน่นอนว่าค่ายใหญ่ทั้งสามก็มีนักเขียนบทในสังกัดของตัวเองเหมือนกัน”
หยุดไปครู่หนึ่ง
หลินตงก็พูดต่อว่า
“แต่ความเข้าใจของลูกก็ไม่ได้ผิดซะทีเดียว
นักเขียนบทชื่อดังมีสถานะเทียบเท่ากับพ่อเพลงในวงการเพลงของลูก
เพราะในวงการภาพยนต