าก็ตั้งใจพูดออกไปว่า “เรื่องนี้น้องสะใภ้ห้าก็ทำไม่ถูก น้องห้าจะโกรธก็เป็นเรื่องธรรมดา อย่างที่พี่สะใภ้รองพูด เดี๋ยวก็น้องสาวจากบ้านเก่า เดี๋ยวก็ลูกสาวของพี่สาวคนโตที่ออกเรือนไปแล้ว เช่นนี้แล้วสกุลจูจะกลายเป็นอะไรไปเล่า? ลองเปลี่ยนเป็นสกุลอื่นคงถูกหย่าไปนานแล้ว”
ในห้องข้าง ๆ กันนั้น หลิวซื่อถอนหายใจกับจูเอ้อร์ “ข้าคิดว่าน้องห้าพูดถูกแล้ว นี่หากเป็นบ้านอื่น คนอย่างหลินซื่อคงถูกหย่าไปนานแล้ว ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับท่านแม่ทั้งที่ดุร้ายที่สุด แต่เรื่องใหญ่เช่นนี้กลับไม่เห็นยกขึ้นมาพูด?”
จูเอ้อร์จ้องมองนางแล้วถามว่า “เจ้าอยากให้สกุลจูของพวกเรามีเรื่องหย่าเมียหรือ? เจ้าสามก็หย่าไปคนหนึ่งแล้ว ถ้ายังจะมีคนหย่าอีกคน เจ้าคิดว่าในอนาคตเจ้าจะมีชีวิตที่ดีหรือ?”
“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับข้าเล่า?” หลิวซื่อทั้งตกใจทั้งไม่สบายใจ “ไม่ใช่ว่าข้าเอาอาหารในบ้านไปเลี้ยงบ้านเก่าเสียหน่อย”
“ก็ตอนนี้เจ้ายังไม่มีลูก” เพียงประโยคเดียวของจูเอ้อร์ทำให้ปากของใครบางคนถูกปิดเสียสนิท
อย่ามองว่าพวกพี่ชายน้องชายยามปกติยุ่งอยู่กับเรื่องของตัวเอง ส่วนเรื่องครอบครัวคนอื่นจะไม่สอดมือเข้ามายุ่ง
แต่หากพบว่ามีเรื่องที่เกี่ยวข้องกับประโยชน์ส่วนรวม พวกลูกชายสกุลจูก็จะมารวมตัวกันเพื่อปรึกษาหารือ
อย่างเช่นเรื่องปัญหาของหลินซื่อในครานี้ จูอู่ก็มา ‘ทักทาย’ พวกพี่ชายทั้งสามคนอย่างชาญฉลาดว่าเขากำลัง ‘ฝึกฝน’ ภรรยา พวกเขาก็ต้องจับตาดูสัก