คนอยากนินทา ในใจก็รู้สึกอารมณ์ไม่ดี “เจ้าคงไม่ได้หวังให้นางถูกตีกระมัง? ถึงอย่างไรนางก็เป็นภรรยาของน้องห้าเช่นกัน เจ้าพูดเช่นนี้ได้อย่างไร?”
หลิวซื่อมีสีหน้ากระอักกระอ่วน “ข้าก็ไม่ได้หมายความเช่นนั้น ก็แค่ลองถาม ลองถามดู…”
ด้วยความขัดแย้งของทั้งสองคน คงเป็นเรื่องแปลกหากหลิวซื่อจะมา ‘ดี’ คงเฝ้าภาวนาอย่างใจจดใจจ่อ หวังให้อีกฝ่ายทุกข์ใจสักหน่อย ถึงครานั้นจะได้รู้จัก ‘ยอมถอย’ เสียบ้าง
หลี่ซื่อไม่สนใจอีกฝ่าย นางมองไปยังหลินซานเม่ยและหลินซื่อเม่ย เรียกทั้งสองคนมาคุยด้วยครู่หนึ่ง
ทั้งสองคนพยักหน้า และเข้าห้องไปดูพวกหลินซื่อ
จูปาเม่ยไม่ได้ไปด้วย นางรั้งท้ายพลางถามว่า “พี่สะใภ้สี่ พี่สะใภ้ห้าไม่เป็นไรใช่หรือไม่?”
“ไม่เป็นไร แค่เนื้อตัวสกปรกนิดหน่อย อย่างอื่นก็ดูปกติดี เจ้าไปเชิญท่านแม่มากินข้าวเย็นเถอะ แล้วบอกเรื่องของน้องสะใภ้ห้าด้วย”
“อื้อ ข้าจะไปเดี๋ยวนี้เลย” แน่นอนว่าจูปาเม่ยไม่ลืมเรื่องที่พี่ห้าของนางบอกไว้ และอยากรู้ว่าที่พี่ห้าของนางพูดนั้นถูกต้องหรือไม่
ก่อนหน้านี้มีอะไรก็คิดจะไปถามพวกพี่ใหญ่ พี่รอง เพราะพวกเขามีความสามารถในเรื่องทำไร่ทำนา มายามนี้ถึงได้รู้ว่าแท้จริงแล้วความสามารถของคนนั้นไม่ใช่ดูแค่เรื่องของการ ‘ทำไร่ทำนา’ เท่านั้น
อย่างพี่สามของนางก็ยังเข้าเมืองไป
และพี่เจ็ดที่เคยถูกนางดูแคลนก็ยังกลายเป็นบัณฑิตที่น่านับถือ
ดังนั้นจึงพูดได้ว่าในโลกนี้หากยังไม่ถึงท้ายที่สุด ก็ไม่อาจ