ู้ใดจะบังคับนางก็ไร้ประโยชน์
“เจ้าพูดแบบนี้หมายความว่าอย่างไร? ทำไมหรือ ข้าเลี้ยงหลินซานเม่ยและหลินซื่อเม่ยแล้ว ก็ต้องเลี้ยงหลานสาวอีกสามคนให้เจ้าด้วย? เจ้าคิดมากเกินไปหรือเปล่า? ที่นี่คือสกุลจู ไม่ใช่สกุลหลินหรือสกุลหลี่ว์ ถ้าเจ้าอยากหาคนโง่ที่ยอมเสียเปรียบก็ไปหาที่สกุลหลินโน่น” เย่อวี๋หรานชักสีหน้า กล่าวเตือนอย่างเย็นชา “สกุลจูของข้ามีเจ้าคนหนึ่งก็ไม่มาก ขาดเจ้าไปสักคนก็ไม่เป็นไร”
ข่มขู่คนบางคนไปตรง ๆ ว่าอย่าสำคัญตัวเองให้มากนัก สกุลจูหาได้ขาดแคลนลูกสะใภ้
คำกล่าวนี้เย่อวี๋หรานเคยพูดมาก่อนแล้ว แต่เห็นได้ชัดว่าหลินซื่อไม่ได้เก็บมาใส่ใจ
“ฮือ ๆๆ…” หลินซื่อร้องห่มร้องไห้ คราวนี้นางไม่กล้าพูดอะไรพล่อย ๆ อีกแล้ว
เย่อวี๋หรานไม่ได้เกลี้ยกล่อมให้หลินซื่อเลิกร้องไห้อีก แต่ให้จูปาเม่ยเข้าห้องไปหยิบพู่กันและหมึกมาเขียน ‘สัญญา’ ฉบับหนึ่งเสียตรงนั้น แล้วให้หลินซื่อประทับลายมือ
“อย่าโทษว่าแม่สามีอย่างข้าใจร้ายเลย แม้แต่คนเป็นพี่น้องกัน เรื่องเงินทองก็ต้องคำนวณให้ชัดเจน นับประสาอะไรกับเจ้าที่เป็นเมียของเจ้าห้า บัญชีของเจ้ากับสะใภ้คนอื่นก็ต้องลงไว้ให้ชัดเจนเช่นกัน หลินซานเม่ยกับหลินซื่อเม่ยโตแล้ว พวกนางใช้แรงงานตัวเองแลกเงิน เลี้ยงดูตัวเองได้ เช่นนั้นก็แล้วไปเถอะ แต่หลานสาวสามคนของเจ้าไม่เหมือนกัน พวกนางยังเล็ก ทำงานหนักไม่ไหว ถ้าอยากกินข้าวก็ต้องจ่าย ‘ค่าเลี้ยงดู’
“พวกข้าคิดตามราคาปัจจุบัน ขายให้