ตเหมือนจูชีอยู่เลยนะ
ถ้าไม่สามารถค้าขายต่อไปได้แล้ว ก็คงไม่ได้เรียนไปด้วยน่ะสิ?
ความวุ่นวายในลานเรือนถูกคำว่า ‘แยกเรือน’ ทำให้สะท้านสะเทือนประหนึ่งวันโลกาวินาศมาเยือนก็ไม่ปาน
เย่อวี๋หรานรู้สึกว่าทั้งน่าขันและจนปัญญา “พวกเจ้าคิดว่าตัวเองเสียเปรียบ ถูกคนอื่นเอาเปรียบไม่ใช่หรือ? แยกเรือนกันได้ก็ดีเลย ต่างคนต่างทำ ต่างคนต่างกิน ผู้ใดก็มาเอาเปรียบเจ้าไม่ได้อีกแล้ว แล้วทำไมพวกเจ้าแต่ละคนกลับไม่อยากแยกเรือนเสียเล่า?”
หลี่ซื่อรีบเอ่ยว่า “ท่านแม่ ข้าไม่ยอมรับคำพูดนี้ของท่านหรอกนะเจ้าคะ เมื่อครู่นี้คนที่ทะเลาะกันคือพี่สะใภ้รองกับน้องสะใภ้ห้าต่างหาก ไม่ใช่พวกข้าเสียหน่อย”
“ใช่แล้ว ท่านแม่ ท่านอย่าเพิ่งโมโห ด่าพี่สะใภ้รอง ด่าน้องสะใภ้ห้าไปเถอะ ไม่เห็นจะเป็นอะไรเลย แต่ท่านกลับทำโทษทุกคนไปด้วยเช่นนี้ ลูกน้อยใจแล้วนะ…” จูซื่อเข้ากับภรรยาได้เป็นปี่เป็นขลุ่ย รีบรับไม้ต่อทันที “ข้ากับหรูตงว่าง่ายมาตลอด ท่านแม่ให้ทำอย่างไรก็ทำอย่างนั้น ไม่เคยอิดออด”
“ท่านแม่ ท่านอย่าโมโห ข้ารู้ว่าเหลียนฮวาทำไม่ถูก ในเมื่อนางทำไม่ถูก ท่านควรลงโทษนางอย่างไรก็ลงโทษอย่างนั้น จะต่อว่าทุบตีหรือลงโทษอย่างไรนางก็รับได้ทั้งนั้น ไม่กล้าตัดพ้อสักคำ” จูอู่ไปคุกเข่าข้างกายหลินซื่อด้วยใจเต้นรัว โขกศีรษะให้เย่อวี๋หราน “ความผิดทั้งหมดเป็นเพราะลูกไม่ดีเอง ข้าไม่ได้สั่งสอนเหลียนฮวาให้ดี ต่อไปลูกจะต้องเข้มงวดกวดขันต่อเหลียนฮวา ไม่ปล่อย