ให้นางทำให้ท่านแม่โกรธอีกแล้วขอรับ…”
แม้จูต้าและจูเอ้อร์จะพูดจาไม่ค่อยเป็น แต่ก็ตระหนักถึงความหนักหนาของเรื่องนี้ รีบประสานเสียงสนับสนุน “ใช่แล้ว ท่านแม่ ท่านอย่าโกรธเลยขอรับ ใครทำอะไรไม่ถูก ควรสั่งสอนอย่างไรก็สั่งสอนอย่างนั้น แต่ไม่อาจแยกเรือนได้โดยเด็ดขาด”
……
เย่อวี๋หรานทราบว่าสมัยโบราณยึดถือหลักการบิดาเมตตาบุตรกตัญญู ครอบครัวกลมเกลียว คำว่า ‘แยกเรือน’ นี้ นอกจากจะมีสาเหตุพิเศษจำเพาะ ปกติก็จะไม่ใช้กันง่าย ๆ
ตอนแรกที่เจ้าของร่างเดิมยืนกรานจะ ‘แยกเรือน’ ก็ต้องแบกรับคำปรามาสไม่น้อย
“ข้าพูดประโยคเดียว พวกเจ้าตอบกลับมาเป็นสิบประโยค ยังจะให้ข้าพูดอยู่ไหม?” เย่อวี๋หรานกุมขมับ
เรื่องที่นางอยากแยกเรือนนั้นไม่ได้เพิ่งคิดมาวันสองวันนี้ ทว่าสกุลจูไม่มีเงิน มีเรือนอยู่เพียงสองหลัง แยกเรือนออกไปก็ไม่มีที่ทางให้หยั่งเท้า ไม่อย่างนั้นนางคงแยกพวกเขาออกไปนานแล้ว
“ท่านแม่ ท่านพูด ท่านพูด ท่านพูดได้เลยขอรับ…” จูซื่อรีบบอกให้ทุกคนหยุดปาก ให้เย่อวี๋หรานเป็นคนพูด
เย่อวี๋หรานมองคนเกือบทั้งครอบครัวที่กำลังคุกเข่าอยู่แล้วก็ทอดถอนใจ “โบราณกล่าวไว้ได้ดี ต้นไม้ใหญ่แตกกิ่งก้าน บุตรชายเติบใหญ่แล้วแยกเรือน นี่เป็นเรื่องที่จะเกิดขึ้นไม่ช้าก็เร็ว ข้าเองก็ไม่ได้จะโทษพวกเจ้า ทุกคนทำงานร่วมกัน กินข้าวหม้อเดียวกัน ทั้งยังอาศัยอยู่ในเรือนหลังเดียวกัน จะมากน้อยก็คงมีกระทบกระทั่งกันบ้าง เป็นเรื่องปกติมาก ข้ากลัวก็แต่ว่า