ไปแล้ว ใต้หล้านี้ไม่มีแม่ที่ไหนเก่งกาจกว่าท่านอีกแล้ว สามารถเกิดมาเป็นลูกท่านแม่ได้ ชาติที่แล้วข้าต้องสร้างคุณงามความดีมามากมายเป็นแน่แท้”
จูปาเม่ยเยินยอด้วยฝีปากคล่องแคล่ว พลางนั่งยอง ๆ อุ่นหม้ออีกใบไปด้วย
เนื่องจากเส้นมันเทศเพิ่งทำเสร็จใหม่ ๆ ยังคงร้อนอยู่ จึงไม่จำเป็นต้องต้ม เย่อวี๋หรานจึงตั้งใจว่าจะทำน้ำแกงเสียเลย
นางเอาไข่ไก่มาสองฟอง ตอกไข่ใส่ถ้วยแล้วเติมเกลือเล็กน้อย
จากนั้นก็หยิบผักที่ลูกสะใภ้เตรียมไว้แล้วในตู้ออกมาหั่นฝอย
เทน้ำมันลงในหม้อ ตั้งไฟให้ร้อน เทไข่ไก่ลงไปผัดไฟแรง หลังจากผัดจนเละแล้วตักขึ้นมาพักไว้
เติมน้ำมัน เทขิงและกระเทียมที่หั่นไว้แล้วลงไปผัด เทผักลงไป ผัดจนกระทั่งสุกได้ครึ่งหนึ่งแล้วก็เทไข่ไก่ตามลงไป
สุดท้ายเติมซีอิ๊ว เกลือ น้ำพริกเนื้อลงไปผัดให้เข้ากัน
คลุกเคล้าจนเข้ากันดีแล้วก็เติมน้ำลงไปหนึ่งกระบวยใหญ่ แล้วให้จูปาเม่ยต้มต่อจนเดือด
“พอเดือดก็กินได้แล้ว” เย่อวี๋หรานกล่าว
จูปาเม่ยได้กลิ่นหอมลอยออกมาจากในหม้อ คราวนี้กลับหิวจริง ๆ เสียแล้ว ได้แต่กลืนน้ำลายอึก ๆ “ท่านแม่ กลิ่นหอมมากเลยเจ้าค่ะ”
“ต้องหอมอยู่แล้ว ไม่หอมจะเรียกว่าน้ำแกงหรือ?” เย่อวี๋หรานดีใจยิ่งนัก โชคดีที่ทำซีอิ๊วได้แล้ว เวลาทำอาหารหากไม่มีซีอิ๊ว รสชาติก็จะด้อยลงอย่างมาก
มีซีอิ๊วแล้ว ไม่เพียงผัดผักได้หอมหวน กระทั่งน้ำพริกเนื้อและกากเต้าหู้รสเนื้อที่ครอบครัวทำเองก็จะหอมกว่าเดิม
เพียงแต่ปริมาณถั่วเหลื