มาเยือน
หลินซื่ออยู่ในลานเรือนพอดี จึงรีบเชื้อเชิญพวกเขาเข้าไปในเรือน
ไม่จำเป็นต้องให้เย่อวี๋หรานสั่งความก็มีคนยกเก้าอี้และน้ำชามาส่งให้เรียบร้อย
เห็นครอบครัวสกุลจูเป็นระเบียบเรียบร้อยมีแบบแผนเช่นนี้ เจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสหมู่บ้านสกุลจูก็นึกอิจฉา “ยังคงเป็นเจ้าที่สั่งสอนลูกสะใภ้ได้ดี เจ้าดูสิ พวกนางรู้ความเพียงไหน ไม่จำเป็นต้องให้เจ้าออกปาก พวกนางก็รู้ว่าควรทำอะไร ไม่เหมือนลูกสะใภ้ข้า พูดไปหลายครั้งแล้วก็ไม่แน่ว่าจะใช้งานได้”
“ไม่ใช่ว่าพูดแล้วไม่ทำตาม ประการสำคัญคือพูดน้อยไปหนึ่งประโยค พวกนางก็จะทำตกหล่นบกพร่อง พอหลายครั้งเข้าก็คร้านจะเรียกใช้งานแล้ว”
……
พวกเขาพูดคุยเรื่องสัพเพเหระในชีวิตประจำวัน ไม่ได้รีบร้อนเข้าประเด็น
เย่อวี๋หรานเห็นว่าพวกเขายังไม่พูด ก็ไม่ได้เป็นฝ่ายพูดถึงก่อน แต่คล้อยตามคำพูดของพวกเขา “ข้าสั่งสอนพวกนางที่ไหนกัน พวกนางปรึกษากันเองต่างหาก พวกท่านก็น่าจะรู้ว่าข้าเป็นคนนิสัยไม่ดี ชอบจับผิด พอจับผิดบ่อยครั้งเข้า พวกนางก็รู้แล้วว่าควรทำอย่างไรจึงจะไม่ถูกข้าตำหนิ”
นางยังพูดว่าลูกสะใภ้เก่งเกินไปก็ไม่ดีตรงนี้เอง อยากตำหนิพวกนางสักหน่อยก็ต้องหาเหตุให้ได้เสียก่อน
เจ้าหน้าที่ฟังแล้วก็หัวเราะเสียงเบา “เจ้าช่างไม่รู้จักเสพสุขเสียจริง ถ้าลูกสะใภ้บ้านข้าเก่งกาจปานนี้ เมียข้าคงหัวเราะจนตื่นจากฝันเลยทีเดียว”
“นั่นเป็นเพราะฮูหยินของท่านใจดี ชอบทำอะไรด้วยตนเอง ไม่มองลูกสะใภ้เป็น