อวี๋หรานเอ่ยปาก ก็ให้เขาเลือกว่าจะจ่ายเงินชดใช้ค่าเสียหาย หรือไม่อย่างนั้นก็จะถูกตัดสิทธิ์ปลูกมันเทศ ไม่ว่าอย่างไหนล้วนเอาชีวิตจูหย่งหนิงได้ทั้งนั้น
ปกติหญิงปากสว่างจะก่อเรื่องอย่างไร จูหย่งหนิงก็ ‘อดทนอดกลั้น’ มาตลอดเพราะเห็นแก่ความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยาหลายปีมานี้ แต่คราวนี้เขา ‘ระเบิด’ แล้วจริง ๆ
คุณงามความดียิ่งใหญ่เพียงใดก็เทียบไม่ได้กับความเดือดร้อนที่หญิงปากสว่างชักนำมาในครานี้ ชีวิตนี้เขาไม่เคยขายหน้าขนาดนี้มาก่อนเลย
“ทยอยจ่ายได้ใช่ไหม?” ดุหญิงปากสว่างเสร็จแล้ว จูหย่งหนิงก็ทำหน้าด้านถามเย่อวี๋หราน
เย่อวี๋หรานเลิกคิ้วก่อนจะกล่าวว่า “ได้ ยินดีด้วย เจ้าเลือกแบบนี้นับว่าฉลาดแล้ว”
เย่อวี๋หรานยืมชามของหมอชาวบ้าน แล้วเริ่มนับเมล็ดพันธุ์พริกต่อหน้าจูหย่งหนิง
ผ่าพริกนับเมล็ดข้างในไปทีละอัน
“หนึ่งร้อยสี่สิบสองเมล็ด ทั้งหมดสองร้อยแปดสิบสี่เหรียญ เงินไม่พอ ใช้ไข่ไก่แทนก็ได้ พวกข้าไม่ถือสา” เย่อวี๋หรานทำเช่นนี้เดิมทีก็ไม่ใช่เพื่อสร้างความลำบากให้อีกฝ่ายอยู่แล้ว แต่ตั้งใจมอบบทเรียนให้หญิงปากสว่าง จึงไม่ได้กำหนดเงื่อนไขเรื่องเวลาและวิธีการชดเชยค่าเสียหายไว้อย่างตายตัว
เงินสองร้อยแปดสิบสี่เหรียญอาจดูเหมือนไม่มาก แต่สำหรับชาวบ้านชนบทแล้ว ทั้งปียังไม่แน่ว่าจะเก็บไข่ไก่ได้ถึงร้อยฟอง เช่นนั้นก็ถือว่ามากแล้ว
หญิงปากสว่างคิดไม่ถึงว่าตนเองแค่ขโมยผลไม้ไปครั้งเดียว แต่กลับต้องชดใช้เป็นเงินมหาศาลเช่นน