บนี้ แล้วต่อไปครอบครัวแม่ม่ายฉินจะใช้ชีวิตในหมู่บ้านสกุลจูได้อย่างไร?”
“ข้าต่างหากที่ต้องถามเจ้า เจ้าอยากทำอะไรกันแน่?” เย่อวี๋หรานถามพลางจ้องตาเขาเขม็ง
“ข้า…ข้าไม่ได้อยากทำอะไรทั้งนั้น ข้าก็แค่เห็นใจพวกเขา นางเป็นแม่ม่ายลูกก็กำพร้าพ่อ หลายปีมานี้ก็ลำบากมามาก…” จูเหล่าโถวพยายามพูดให้เรื่องนี้แลดูถูกต้องตามทำนองคลองธรรมให้มากที่สุด
เป็นต้นว่าปีนั้นเขากับสามีของแม่ม่ายฉินก็เป็นคนหมู่บ้านเดียวกัน นับว่าเป็นคนเหล่ากอเดียวกัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกันก็เป็นเรื่องที่สมควร
อีกอย่าง ระหว่างเขากับแม่ม่ายฉินก็ไม่มีอะไร เขาแค่เอาอาหารมาให้ ไม่ได้ทำอะไรทั้งสิ้น
“เจ้าอยากทำเรื่องดีงาม ช่วยเหลือคนอื่นก็ไม่มีปัญหา” เย่อวี๋หรานกล่าวพลางจ้องเขาอย่างเย็นชา “แต่ดูเหมือนเจ้าจะลืมไปว่ามันเทศพวกนั้นข้าเป็นคนพาพวกเจ้าใหญ่ปลูก คนที่ทำงานมาตั้งแต่ต้นจนจบก็คือพวกข้า แต่เจ้าไม่พูดอะไรสักคำก็ค้นเอามันเทศในเรือนไปให้คนอื่นแล้ว ไม่ถามแต่หยิบฉวยไปเอง จะต่างอะไรกับโจร?”
“ผู้ใดเป็นโจร?!” จูเหล่าโถวคำราม “นั่นเป็นของในเรือนข้า ทำไมข้าจะเอาไปไม่ได้? ข้าเป็นผู้ชาย ข้าต่างหากที่เป็นหัวหน้าครอบครัว บ้านนี้ข้าเป็นคนตัดสินใจ”
จูเหล่าโถวแผดเสียงร้องหน้าดำหน้าแดง แม้แต่เขาเองก็ยังตะลึง
ชีวิตนี้ เขาทะเลาะกับภรรยามาก็หลายครั้งหลายครา แต่ไม่มีครั้งไหนที่เขากล้าเกรี้ยวกราดกลับไปเช่นครั้งนี้
ฝั่งตรงข้ามนั้น สีหน้าเย่อวี๋หรานก็คล้า