เจ้าก็จริง ๆ เลย ไปฟังใครพูดมาถึงได้รีบร้อนกลับเรือนมาเช่นนี้ กินข้าวเย็นหรือยัง?” เย่อวี๋หรานตบลงบนเตียงเบา ๆ บอกให้เขานั่งลง
จูซานนั่งลงแล้วจึงพูดว่า “ข้ารีบมา ยังไม่ได้กินขอรับ ประเดี๋ยวข้าทำอะไรง่าย ๆ กินเอง ไม่เป็นไรขอรับ ไม่ได้ฟังใครพูดมา หมู่บ้านพวกเรามีรถเทียมวัวไม่ใช่หรือ เวลาข้าไม่มีธุระก็มักไปคุยกับพวกเขา ฟังว่าในหมู่บ้านหรือครอบครัวเรามีเรื่องอะไรหรือไม่”
เย่อวี๋หรานจนใจยิ่งนัก “ไม่เป็นอะไรมากหรอก อายุมากแล้วก็เจ็บออด ๆ แอด ๆ เป็นธรรมดา ถ้ามีเรื่องเกิดขึ้น ข้าจะไม่บอกเจ้าได้อย่างไร? ก็เพราะไม่ได้เป็นอะไร ไม่อยากให้เจ้ามาเสียเที่ยวจึงไม่ได้บอก”
“มาสักครั้งถึงจะวางใจได้ ท่านแม่ไม่เป็นไรก็พอแล้ว” จากนั้นจูซานก็ถือโอกาสเล่าเรื่องที่สำนักศึกษาให้นางฟังเสียเลย
มารดากับลูกชายกำลังสนทนากันอยู่ จูปาเม่ยก็กลับมาจากห้องของหลินซานเม่ยและหลินซื่อเม่ยพอดี
“เมื่อครู่เจอพี่สะใภ้ใหญ่ บอกว่าพี่สามกลับมาแล้ว ยังนึกว่าหลอกข้าเล่นเสียอีก ที่แท้ก็กลับมาจริง ๆ หรือเนี่ย” จูปาเม่ยกล่าว “พี่สาม ท่านกินข้าวหรือยังเจ้าคะ? ถ้ายังไม่ได้กิน เดี๋ยวข้าไปทำให้”
“พี่สะใภ้ใหญ่ของเจ้ากำลังทำอยู่ นางเพิ่งมาเคาะหน้าต่างบอกว่าจวนจะเสร็จแล้ว” เย่อวี๋หรานกล่าว
เย่อวี๋หรานคิดไม่ถึงจริง ๆ นางไม่อยากสร้างความวุ่นวายให้คนในครอบครัวแท้ ๆ แต่สุดท้ายจูซานก็ยังกลับมาจนได้
วันรุ่งขึ้น ตอนที่จูซานจะกลับไป นางจึงฝืนลุกขึ