กระสับกระส่าย
เขาไม่สนว่าจูเหล่าโถวจะมีชู้หรือไม่ มีใจเป็นอื่นหรือเปล่า แต่เขาเป็นห่วงจูต้าเหนียงนี่นา
จากความเข้าใจที่เขามีต่อสตรีในยุคสมัยนี้ เขาแทบจินตนาการไม่ออกเลยว่าถ้าเรื่องจูเหล่าโถวถูกเปิดเผยแล้ว จูต้าเหนียงจะยังมีสมาธิกับการเพาะปลูกอยู่หรือไม่?
แน่นอนว่าไม่
ถ้าจูต้าเหนียงไม่จดจ่อกับการเพาะปลูกอีกต่อไป ผืนดินใต้อาณัติของเขาคงหมดหวังที่จะพัฒนาและได้แต่รอวันรกร้างแล้วใช่หรือไม่?
ถ้าผืนดินรกร้าง ถู่ตี้เฉินอย่างเขาก็คงจะหมดโอกาสก้าวหน้าแล้วใช่ไหม?
ถ้าเขาหมดอนาคตโดยสิ้นเชิง แล้วจะกลับไปยังตำหนักสวรรค์เพื่อคิดบัญชีกับบิดามารดาบังเกิดเกล้าได้อย่างไรกันล่ะ?
……
เมื่อคิดได้เช่นนี้ กานอี้เซียนก็ประหวั่นลนลานเป็นที่สุด เผ่นมาหาเย่อวี๋หรานด้วยอารมณ์ชั่ววูบ
ด้วยเหตุนี้ จึงมีบทสนทนาดังที่กล่าวมาข้างต้น
“ข้าถามเจ้าอยู่นะ เจ้าไปฟังใครพูดมา?” เย่อวี๋หรานคาดคั้นด้วยแววตาเย็นชา
กานอี้เซียนเผยอปาก แต่กลับพูดไม่ออกสักคำ
“พูดสิ ทำไมไม่พูด? หรือจะบอกว่าความจริงแล้วเจ้าไม่ได้ไปได้ยินใครพูดมา แต่เจ้ามองออกเองกันแน่?”
“เอ่อ…ใช่” แม้จะไม่อยากยอมรับ แต่กานอี้เซียนก็ไม่อาจให้คนอื่นมาแบกหม้อดำนี้แทนเขา ได้แต่ฝืนใจยอมรับเองแล้ว
เขายังพูดได้หรือว่า ที่จริงเขาไม่ได้เจตนา ‘แอบมอง’ แต่เป็นเพราะเขาคือถู่ตี้เฉิน ขอเพียงเป็นเรื่องที่เขาอยากรู้ ทั่วอาณาเขตใต้ความดูแลของเขาไม่มีสิ่งใดที่เขาไม่รู้
“เฮอะเฮอะ! หนังห